ข่าวช่องวัน 31 | ฎีกายืนประหาร 2 เมียนมา ฆ่าข่มขืน นทท.อังกฤษ ทนายจ่อยื่นขออภัยโทษ

ข่าวช่องวัน 31 | ฎีกายืนประหาร 2 เมียนมา ฆ่าข่มขืน นทท.อังกฤษ ทนายจ่อยื่นขออภัยโทษ
ฎีกายืนประหาร 2 เมียนมา ฆ่าข่มขืน นทท.อังกฤษ ทนายจ่อยื่นขออภัยโทษ

ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์สั่งประหารชีวิต 2 เมียนมา ก่อเหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า ปี 2557 ชี้หลักฐานไม่เพียงพอพิสูจน์ว่าโดนซ้อม-ข่มขู่ให้สารภาพ พบอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นหลังถูกควบคุมตัวแล้วหลายวัน ด้านทนายยังติดใจสำนวนของตร. เตรียมยื่นฎีกาขออภัยโทษภายใน 60 วัน…

วันนี้ (29 ส.ค.) ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฆาตกรรม นางสาวฮันนาห์ วิธเธอริดจ์ วัย 23 ปี และเดวิด มิลเลอร์ วัย 24  2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ บริเวณหาดทรายรี หมู่ 1 ต.เกาะเต่า อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เหตุเกิดวันที่ 15 ก.ย. 2557 โดยมีนายซอลิน สัญชาติเมียนมา เป็นจำเลยที่ 1 และ นายเวพิว หรือ วิน สัญชาติเมียนมา เป็นจำเลยที่ 2 ในคดีนี้

ล่าสุด ฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้ง 2 คน ฐานร่วมกันฆ่านายเดวิด วิลเลี่ยม มิลเลอร์ ผู้ตายที่ 1 ฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเรา นางสาวอันน่าห์ วิคตอเรีย วิทเทอร์ริคจ์ ผู้ตายที่ 2 อันมีลักษณะการโทรมหญิง แล้วร่วมกันฆ่าผู้ตายที่ 2 เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน และในฐานความผิดลักทรัพย์ในเวลากลางคืน คือลักโทรศัพท์และแว่นตากันแดดของเหยื่อ

ทั้งนี้ ในชั้นฎีกา ศาลอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืนของจำเลยที่2เท่านั้น ส่วนประเด็นที่จำเลยฎีกาเรื่องการสร้างพยานหลักฐานเท็จ การถูกข่มขู่เพื่อให้ผู้ต้องหารับสารภาพ รวมถึงผลการตรวจนิติวิทยาศาสตร์ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ศาลไม่รับฎีกา เพราะจากการตรวจสอบสำนวนและการสอบพยาน ทำให้ฟังไม่ได้ว่ามีการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายจำเลย และในชั้นสืบสวนไม่ได้มีการพุ่งเป้าไปที่จำเลย แต่เริ่มจากผู้ต้องสงสัยหลายคนในพื้นที่

กระทั่งผลการตรวจดีเอ็นเอจากก้นบุหรี่และอสุจิในช่องคลอดและทวารหนักสอดคล้องกับจำเลยทั้ง 2 คน จึงนำมาเป็นหลักฐานในการขยายผลและติดตามจับกุมจำเลยทั้ง 2 ส่วนอาการบาดเจ็บของจำเลยอ้าง เกิดขึ้นหลังจากที่จำเลยถูกควบคุมตัวแล้ว ซึ่งผ่านขั้นตอนของพนักงานสอบสวน ศาลจึงเชื่อว่าเป็นคำสารภาพจากความสมัครใจ โดยตลอดการอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้ง 2 คน มีท่าทางสงบนิ่ง สีหน้าเรียบเฉย จนกระทั่งจบคำพิพากษา และถูกควบคุมตัวกลับเรือนจำบางขวาง

ด้านนายนคร ชมพูชาติ ทนายความของจำเลย น้อมรับคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ส่วนตัวตนมองว่า คดีนี้มีปัญหามาตั้งแต่การสื่อสารของตัวจำเลย ที่ไม่เข้าใจว่าคำให้การกับตำรวจตอนแรกนั้นเป็นการให้การแบบรับสารภาพหรือการให้การในฐานพยาน และยังติดใจข้อมูลทางวิชาการ เช่น มาตราฐานการตรวจหลักฐานพยานในที่เกิดเหตุ ว่าสิ่งใดเรียกว่าเป็นมาตราฐาน รวมถึงประเด็นเรื่องกล้องวงจรปิด ที่ตำรวจบอกว่าทุกกล้องวงจรปิดในหลายจุด แต่กลับไม่พบกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่มีการระบุว่า เห็นจำเลยเดินออกมา 

อย่างไรก็ตามนายนคร บอกว่า ในส่วนของจำเลยทั้ง 2 ก็ได้ทำใจว่าศาลฏีกาอาจจะไม่มีการยกฟ้องหรือแก้โทษคำพิพากษา แต่หลังจากนี้ตนจะไปยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ภายใน 60 วัน และจะไปอธิบายให้จำเลยทั้ง 2 ทราบถึงขั้นตอนในการช่วยเหลือ ส่วนความรู้สึกของครอบครัวจำเลย ล่ามจะไปอธิบายให้ทราบและเข้าใจต่อไป.

admin