มติชนสุดสัปดาห์ | "พรรณิการ์" ย้อนสนทนาหลัง "อับดุลเลาะ" เสียชีวิต ย้ำเป็น ส.ส.ต้องเป็นปากเสียงให้ประชาชน

มติชนสุดสัปดาห์ | "พรรณิการ์" ย้อนสนทนาหลัง "อับดุลเลาะ" เสียชีวิต ย้ำเป็น ส.ส.ต้องเป็นปากเสียงให้ประชาชน
69514212_10218900854975501_3440574803335970816_n

เมื่อวานนี้ (4 กันยายน 2562) น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่และส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ได้โพสต์ต่อกรณีการเสียชีวิตของนายอับดุลเลาะ อีซอมูซอ นำไปสู่การยื่นหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรม พร้อมกับการแถลงของส.ส.พรรคอนาคตใหม่เพื่อเสนอข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลต่อปัญหาการใช้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจล้นเกินในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า

บทสนทนาเหนือจานข้าวยำสายบุรี และกรณีอับดุลเลาะ อีซอมูซอ

ตี 5 วันที่ 25 สิงหาคม ช่อได้รับข่าวจากปัตตานี ว่าอับดุลเลาะ อีซอมูซอ เสียชีวิตแล้ว หลังถูกจับเข้าค่ายอิงคยุทธบริหารนาน 12 ชั่วโมง แล้วกลับออกมาในสภาพเจ้าชายนิทรา อยู่ในไอซียูนาน 35 วัน

ทีมอนาคตใหม่ติดต่อกับญาติของอับดุลเลาะมาตลอดตั้งแต่เขาถูกนำตัวออกจากค่ายทหารส่งโรงพยาบาลในสภาพหมดสติ สมองบวมจากการขาดออกซิเจน ช่อยังได้ไปเยี่ยมอับดุลเลาะในไอซียู 1 ครั้ง และได้ยืนยันกับญาติๆไว้ตั้งแต่ครั้งนั้นว่าเราจะสู้ไปด้วยกัน ทวงถามความยุติธรรมและความจริงในกรณีนี้ให้ได้

ผ่านไปเกือบสัปดาห์หลังจากอับดุลเลาะเสียชีวิต ช่อจึงได้มีโอกาสเดินทางไปพบกับครอบครัวอับดุลเลาะที่สายบุรี ปัตตานี เราเจอกับแบมะ ลูกพี่ลูกน้องของอับดุลเลาะ ที่ร้านอาหารใกล้บ้าน บทสนทนาในยามเช้าตรู่ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของสายบุรี ไม่ได้หวานชื่น ข้าวยำสายบุรีอันโด่งดังติดอยู่แค่คอ เมื่อแบมะเล่าให้เราฟังว่า อับดุลเลาะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่เขาเคยพูดอยู่ครั้งหนึ่งว่า ถ้าถูกจับไปสอบสวน ถูกซ้อม จะยอมตาย ไม่ขอพูดโกหกเพื่อเอาตัวรอด

เราถามแบมะ ว่าทำไมอับดุลเลาะถึงคิดว่าตัวเองจะถูกจับ หรือถูกซ้อม แบมะเงยหน้าจากจานข้าวยำ แล้วบอกด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า สำหรับคนที่สายบุรี ซึ่งเป็น “พื้นที่สีแดง” ใครที่เป็นผู้ชาย วัยทำงาน และเป็นมุสลิมมลายู ย่อมเตรียมใจไว้ทุกคนว่าจะถูกจับเข้าค่ายทหาร และการคุยกันว่าถ้าถูกจับจะทำอย่างไร เป็นบทสนทนาในชีวิตประจำวันของพวกเขา

นี่คือชีวิตของคนในจังหวัดชายแดนใต้ ที่เราไม่เคยรู้หรือใส่ใจ

หลังจบมื้อเช้าที่ฝืดคอ เราไปที่บ้านเพื่อเยี่ยมภรรยาและแม่ของอับดุลเลาะ ผู้มองสบตาเราด้วยแววตาเข้มแข็ง แม้ยังมีน้ำตาคลอ ว่าพวกเขาจะสู้ต่อ จะไม่ยอมรับเพียงเงินเยียวยา โดยไม่มีคำตอบถึงสาเหตุการตายของอับดุลเลาะ โดยไม่มีคนต้องรับผิดชอบต่อการตายของอับดุลเลาะ พวกเขาจะตั้งกองทุนระดมเงินบริจาคเพื่อใช้ในการสู้คดี และตั้งคณะกรรมการชุมชนเพื่อเป็นแกนหลักร่วมกับครอบครัวในการทวงถามความเป็นธรรมให้อับดุลเลาะ

วันนั้นช่อรับปากกับครอบครัวอับดุลเลาะ ว่าเราในฐานะผู้แทนราษฎร จะทำอย่างเต็มความสามารถเพื่อเป็นปากเสียงให้ประชาชน เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของอับดุลเลาะ แต่คือเรื่องการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ซึ่งมีการใช้กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐล้นเกินอย่างกฎอัยการศึก พรก.ฉุกเฉิน และพรบ.ความมั่นคง

บทสนทนาในวันนั้น นำมาซึ่งการที่ครอบครัวอับดุลเลาะ เดินทางไกลจากสายบุรี มายื่นหนังสือต่อพรรคอนาคตใหม่ที่สภาผู้แทนราษฎร และเราได้แถลงข่าว เรียกร้องให้รัฐบาลตอบ 3 ข้อ คือ

1. สอบสวนสาเหตุการตายของอับดุลเลาะอย่างเที่ยงธรรม โปร่งใส ว่าเหตุใดชายวัย 30 ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว จึงอยู่ในสภาพเจ้าชายนิทราหลังถูกควบคุมตัวเข้าค่ายทหาร 12 ชั่วโมง

2. ขอคำยืนยันจากกระทรวงกลาโหมว่าญาติจะได้รับข้อมูลเวชระเบียนที่เที่ยงตรง ปราศจากการปรับแก้ จากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งที่อับดุลเลาะเข้ารับการรักษา เพื่อเป็นหลักฐานในการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิต โดยเฉพาะโรงพยาบาลค่ายอิงคยุทธบริหาร ซึ่งเป็นที่แรกที่รับตัวอับดุลเลาะจากค่าย จึงมีข้อมูลสภาพร่างกายของนายอับดุลเลาะหลังถูกควบคุมตัวมากที่สุด

3. พิจารณายกเลิกการใช้กฎหมายพิเศษ 3 ฉบับในสามจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งให้อำนาจเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวประชาชนเข้าไปสอบสวนในค่ายทหารได้นานต่อเนื่อง 30 วันโดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหา และออกกฎหมายต่อต้านการซ้อมทรมานและการบังคับบุคคลสูญหายที่มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้ เพื่อให้กฎหมายไทยสอดคล้องกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยได้ให้สัตยาบันไปแล้วในเวทีโลก

เราคืออับดุลเลาะ

ตราบใดที่เราคือผู้ไม่ยอมให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อขอกฎหมายอยุติธรรม
ตราบใดที่เราเชื่อว่าพลเมืองทุกคนต้องเสมอภาคกันใต้กฎหมาย ตราบใดที่เราสู้เพื่อหลักการที่ว่ากฎหมายมีไว้คุ้มครอง ไม่ใช่กดขี่ประชาชน

admin