The Bangkok Insight | สาววัย 40 กะรัต รีวิวออกกำลังภายใน 1 ปี จนมีวันนี้ที่น้ำหนักหายไป 20 กิโล

The Bangkok Insight | สาววัย 40 กะรัต รีวิวออกกำลังภายใน 1 ปี จนมีวันนี้ที่น้ำหนักหายไป 20 กิโล
สาววัย 40 กะรัต รีวิวออกกำลังภายใน 1 ปี จนมีวันนี้ที่น้ำหนักหายไป 20 กิโล

ตามอ่านประสบการณ์ตรงจาก สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอมคุณ มนตราหิมาลัย สาววัย 40 กะรัตที่ออกมาแชร์ประสบการณ์การลดน้ำหนัก 20 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับใครที่กำลังคิดว่าอายุเป็นอุปสรรคในการลดน้ำหนักของตัวเอง บอกเลยว่าคิดผิดอย่างมาก เพราะการจะลดน้ำหนักให้สำเร็จได้ มันขึ้นอยู่หัวใจล้วน ๆ เลย

ออกกำลังกาย 1 ปี ได้อะไร : ทำน้ำหนักหายไป 20 กิโล ในวัยเลข 4

ตอนที่ 1 … background …

สวัสดีค่ะ พี่ชื่อ “พี่มล” นะคะ เป็นผู้หญิง อายุเลข 4 แต่งงานแล้ว ไม่มีลูก สิ่งเดียวในที่ชีวิตที่ทำไม่ได้เลยคือไม่เคยประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักมาก่อน….น้ำหนักค่อนข้างเสถียรในขาขึ้น คือทำยังไงก็ไม่เคยลง มีแต่นิ่งและเป็นขาขึ้นอย่างเดียว

อดีต มีช่วงชีวิตหนึ่งสั้น ๆ เคยเป็นคนตัวเล็ก ขนาดใส่เสื้อเด็กได้…แต่เป็นคน enjoy eating และสามีก็ไม่เคยว่าอะไร ช่วยขุนเต็มที่ ทำให้หลังแต่งงาน น้ำหนักจาก 55 พุ่งไป 85 กิโลกรัม ได้อย่างไม่ยากเย็น ด้วยส่วนสูง 157 เซนติเมตร ทำให้รูปร่างน่ารักมาก ตุ้มต๊ะตุ้มตุ้ย

คำเตือน…ยาวมากตามนิสัยเวิ่นเว้อ ใครไม่ชอบอ่านอะไรยาว ๆ ข้ามไปเลยค่ะ นี่แค่เปิดหัว มีอีกหลายตอน

ความตั้งใจของกระทู้นี้คืออยากให้กำลังใจ อยากช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ให้คนที่ออกกำลังกายลดความอ้วน หรือกำลังคิดจะออกกำลังกาย

=> พี่เคยอ้วนมาก่อน เคยเกลียดการออกกำลังกาย เกลียดคาร์ดิโอ เกลียดการเวต เกลียดการหอบเหนื่อย เคยชอบนอนซ้อมตายจมกองไขมัน เคยใช้ชีวิตแบบสลอธ เคยชอบนอนนิ่ง ๆ ในวันหยุด เคยไม่ชอบมีกิจกรรมอะไร ทำงานมาทั้งอาทิตย์ วันหยุดก็ต้องหยุดดิ

=> ดังนั้นพี่เชื่อว่าพี่เป็นคนหนึ่งที่รู้และเข้าใจดีว่าการออกกำลังกายมันเหนื่อยมากแค่ไหน มันอยากเลิก มันอยากท้อ มันอยากหยุด อยากหันหลังกลับไม่เอาอีกแล้ว…แต่พี่ก็พบว่า ถ้าเรายังเดินต่อ เราก็ทำได้…

ความอดทนมันขมขื่นแต่ผลของมันหวานชื่นเสมอ

ตอนที่ 2 … ระบบเผาผลาญพัง …

พี่เคยทำลายระบบเผาผลาญของตัวเอง ด้วยพฤติกรรมเหล่านี้ เวลาที่รู้สึกว่าชักจะอ้วนนะ

1. อดอาหารจ้า

เลือกอดอาหาร รู้ว่าไม่ดี แต่ชั้นเลือกทางนี้ ทางที่ใจชั้นต้องการ…อดได้แค่มื้อเดียวค่ะ มื้อต่อมาจัดหนักชดเชยไปเลย…ไม่รอด

2. กินอาหารเสริม

ไม่เคยกินยาลดความอ้วนค่ะ…ไอ้ที่กินไป เค้าไม่เคยโฆษณาว่าเป็นยาลดความอ้วน เค้าบอกแต่เป็นอาหารเสริม ช่วยลดความอ้วน ดังนั้นเราจะถือว่า ไม่เคยกินยาลดความอ้วนนะคะ (แม้ว่าความจริงมันจะเป็นชื่อเล่นของกันและกันก็ตาม) … อะไรว่าดีพี่ก็กินค่ะ แต่น้ำหนักก็ไม่เคยลงนะ กี่ยี่ห้อก็ไม่เคยลง … ไม่รอดอยู่ดี … เลิกกินอาหารเสริมจ้า … แต่ไม่เลิกแดรกดุนะคะ

เคยกินโปรตีนชง ทั้งหลายแหล่ รวมทั้งคอร์สแพง ๆ ทั้งของ A ของ H … แพงมากค่ะ ซื้อที แทบไม่เหลือเงินซื้อข้าวกิน (แซวขำ ๆ นะคะ) ควรจะผอมไหม … ควร … แล้วผอมไหม … ก็ไม่นะ (อันนี้ไม่โจมตีกัน ไม่ดราม่ากันนะคะ เพื่อนพี่น้อง รอบตัวที่กินได้ผลก็มีหลายคนด้วย แต่พี่ไม่ได้ผล เพราะพี่อาจจะกินไม่ดีเอง ไม่โทษสินค้าค่ะ โทษตัวเองล้วน ๆ)

การอดอาหาร การกินอาหารเสริม (ชื่อเพราะ ๆ ของยาลดความอ้วน) ล้วนทำให้ระบบเผาผลาญพัง … ถามว่ารู้ไหม … รู้ค่ะ … แต่ก็ทำ มันเป็นนิสัยไม่ดี อย่าเอาอย่างนะคะ

ตอนที่ 3 … ออกกำลังกาย ก๊อก ๆ แก๊ก ๆ

ชีวิตมันต้องมีมารดีมาบงการบ้าง … มารขาวบอกว่า จงเลิกพฤติกรรมทำลายระบบเผาผลาญ จงเริ่ม activity อะไรบ้างเหอะ

1. เล่นโยคะ

เล่นโยคะ ปี 2015 (แต่ก็ไม่ผอมนะ ได้สุขภาพดี กับน้ำหนักคงที่ ไม่ลดลง ไม่เพิ่มขึ้น … มีคติประจำตัวค่ะคือ เล่นโยคะแล้วกินได้ทุกอย่าง ทำอย่างนี้น้ำหนักจะลงได้ไง) เล่นได้สักปี ก็หยุดเล่นไป 3 ปี เพราะงานเยอะมาก ไม่สามารถปลีกตัวไปเล่นโยคะที่สตูดิโอโยคะได้ … เล่นที่บ้านแทนสิ … ไม่ค่ะ ไม่เล่น เพราะบ้านคือที่พักผ่อน พี่เล่นไม่ได้จริง ๆ เคยลองแล้ว ไหว้พระอาทิตย์ยังไม่ทันจบ เหนื่อย เลิก เลิก

ช่วงหยุดเล่นโยคะ เป็นช่วงที่กินดุกว่าเดิมอีก ประมาณว่า ไม่แคร์ล่ะ กินไปก่อน เดี๋ยวก็ได้เล่นโยคะ… จ้ะ คำว่า “เดี๋ยว” นี่ 3 ปีเลยจ้ะ ที่หยุดเล่น … น้ำหนัก และไขมันพุ่งทะยานทะลุแนวต้านกันเลยทีเดียว (บอกว่าเกลียดการออกกำลังกาย แต่โยคะนี่ยกเว้นค่ะ เพราะมีความรู้สึกว่า มันไม่ได้หอบเหนื่อยเหมือนพวกคาร์ดิโอ ได้ยืดเหยียด สนุกดี)

2. ว่ายน้ำ

หลังจากหยุดเล่นโยคะไป สัก 2 ปี สภาพร่างก็ขยายไปมาก ก็มีพยายามว่ายน้ำบ้าง อาทิตย์ละครั้ง บางช่วงเห่อหน่อยก็ 2-3 ครั้ง … ว่ายครั้งหนึ่งก็ 1,000 เมตรขึ้น เคยว่ายเยอะสุด 2,000 เมตร แต่ว่ายน้ำได้ไม่กี่ครั้งก็เลิก (เป็นคนขี้เบื่อ ทำอะไรสักพักก็เลิก) … ช่วงว่ายน้ำก็เช่นเดิม … ว่ายน้ำแล้วกินได้ทุกอย่าง หึ หึ … ว่ายน้ำเสร็จไปเดินตลาดต่อ หึ หึ หายนะชัด ๆ

รูปนี้เล่นโยคะตอนปี 2015 น้ำหนักยัง 65 กิโลกรัมอยู่   ช่วงที่หยุดว่ายน้ำไป ก็พยายามกลับไปเล่นโยคะอีกครั้ง แต่ก็ไม่รอด มันอ้วนอืด ติดพุงไปหมด ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าหนักเท่าไหร่ เพราะเลิกชั่งน้ำหนักไปนานแล้ว (ในรูปไปเล่นโยคะกับครูวิคนสวย ที่สตูดิโอตรงพานทอง)

ตอนที่ 4 … ถูกชวนไปฟิตเนส (ขอใช้คำว่าฟิตเนส แทนคำว่าจิม/ยิม นะคะเพราะพี่ชินกับการเรียกแบบนี้)

“เจ๊นุช” เจ๊ที่เคยเล่นโยคะด้วยกัน เป็นเพื่อนกันในเฟซบุ๊ก ทำให้ยังเห็นความเคลื่อนไหวกันอยู่ตลอด … เจ๊คงทนเห็นสภาพพี่ไม่ไหว เลยชวนให้มาฟิตเนสกัน (เจ๊มีไลฟ์สไตล์ออกกำลังกายเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่เคยเลิกออกกำลังกาย หลัง ๆ ขยับขยายจากเล่นโยคะอย่างเดียว เปลี่ยนไปเข้าฟิตเนส ที่มีครบทุกอย่าง)

ได้ยินเจ๊ชวนครั้งแรก…คำตอบอยู่ในหัวทันที ไม่ไป ไม่ไป ไม่ไป ชั้นไม่ไป !!! … ข้ออ้างมาเต็ม

– ไม่ว่าง : แกก็หาเวลาไป อาทิตย์ละครั้ง สองครั้งสิ จัดสรรเวลาเป็นไหม

– ไกล : แกไม่ได้เดินไป แกขับรถ ดังนั้นไกลไม่ใช่ประเด็น

– ไม่รู้จัก : ฟิตเนสอยู่พนัสนิคม แกจะไม่รู้จักพนัสนิคมได้ไง

– ไปไม่เป็น : เจ๊อัดคลิปส่งมาให้จ้า … คนบ้าอะไรอัดคลิปบอกทางละเอียดยิบ … หมดข้ออ้างเลย

ไปแรก ๆ ด้วยความเกรงใจค่ะ … กะว่า ไปครั้งสองครั้ง เดี๋ยวเจ๊ก็เลิกชวนเอง … คิดผิดค่ะ … เจ๊ถามทุกวัน วันนี้ไปไหม … ถ้าคำตอบคือไม่ไป เจ๊ก็ไม่ว่าอะไร … วันรุ่งขึ้น ถามอีกจ้า วันนี้ไปไหม … พอบอกว่าไม่ไปหลาย ๆ วัน มันก็ต้องชดเชยด้วยการไปสักวันจนได้ … ไปเหยาะ ๆ แหยะ ๆ เดือนละ 2-3 ครั้ง ทำแบบนี้อยู่ประมาณ 1 ปี

ในตอนนั้นวางลำดับความสำคัญของการไปฟิตเนสไว้ลำดับสุดท้าย … พร้อมที่จะยกเลิกการไปฟิตเนสทันทีที่มีการชวนไปกิน ชาบู หมูกะทะ, ง่วง, งานเยอะ, อยากไปช้อปปิ้ง, อยากไปเดินตลาด ฯลฯ …. การไปฟิตเนสมันช่างทุกข์ทรมาน แค่ขับรถมาจอด เห็นแค่หน้าฟิตเนสก็เหนื่อยแล้ว เดินเข้าไปได้กลิ่นน้ำหอมในฟิตเนสก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีความสุข ไม่อยากไป ไม่ชอบบบบบบบบบ

ยังค่ะ ยังคงกินต่อไป  enjoy eating ขั้นสุด

ตอนที่ 5 … จุดตื่น

หลังจากเหยาะ ๆ แหยะ ๆ ไปฟิตเนสบ้าง ไม่ไปบ้าง อยู่ 1 ปี … วันหนึ่ง ก็ได้เห็นโพสต์ของ “น้องนุ่น” เป็นโพสต์ที่ฟิตเนสแชร์มา น้องใช้คำว่า ออกกำลังกาย 1 ปีได้อะไร … พี่สะดุ้งเฮือกกับคำนี้ … เพราะพี่เห็นด้วยตาตัวเอง เวลาพี่ไปฟิตเนส (แม้จะนาน ๆ ไปทีก็เหอะ) พี่เห็นน้องนุ่นขยันออกกำลังกาย มีวินัยมาก แววตาของน้องมุ่งมั่น … 1 ปีผ่านไป น้องเหมือนคนละคน น้องแข็งแรงมาก ผอมลง สดใสขึ้น

หันกลับมามองตัวเอง ใช้ชีวิต 1 ปีเหมือนกันไปกับชาบูและหมูกระทะ กินหนักมากทุกอาทิตย์ บางอาทิตย์ 2 ครั้ง … สิ่งที่ได้ น้ำหนักขึ้นมาเป็น 85 กิโล … เริ่มหนักตัวเอง ก้มใส่ถุงเท้ายังยาก เดินนิดหน่อยก็เหนื่อย ปวดเมื่อยไปหมด หัวเข่าก็เสีย ตอนนั้นกลัวมาก ว่าแก่ตัวไปจะเดินไม่ได้ อยากอยู่ดูหลานสาวตัวอวบเติบโตขึ้น โดยที่ไม่เป็นภาระให้เค้า อยากวิ่งเล่นกับเค้าได้ในช่วงวัยซนของเค้า … ทาสหลานที่แท้ทรู

1 ปีเท่ากัน ชีวิตที่ใช้ต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ก็ต่างกัน … เหมือนโดนตบหน้าให้ตื่นได้แล้ว … ตื่นเลยจ้า … ตื่นพร้อมกับอยากรู้ อยากเห็น อยากพิสูจน์อย่างเต็มเปี่ยมว่า แล้วชั้นล่ะ ถ้าชั้นใช้เวลา 1 ปีบ้าง อะไรจะเกิดขึ้นกับชั้น

ชีวิตตอนนั้นเสพติดชาบูมากสุด ๆ

ตอนที่ 6 … แค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน

เมื่ออยากพิสูจน์ตัวเองว่าถ้าชั้นออกกำลังกายสม่ำเสมอเป็นเวลา 1 ปี ชั้นจะได้อะไรบ้าง ก็เริ่มจากปรับเปลี่ยนมุมมอง … มองการออกกำลังกายเป็น lifestyle … เป็นเรื่องปกติที่ต้องทำ เหมือนต้องอาบน้ำ กินข้าว … พี่ไม่ได้คิดว่าออกกำลังกายเพื่อลดความอ้วน แต่พี่คิดว่า นี่คือวิถีชีวิตของพี่ พี่เลือกแล้วว่าจะใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ … พี่ไม่กะเกณฑ์ว่า ชั้นต้องลด นน. เท่าไหร่ ในเวลาเท่าไหร่ เพราะถ้ากิจกรรมนี้เป็นวิถีชีวิตของพี่ พี่ก็มีเวลาทั้งชีวิตไม่ต้องกดดันตัวเอง … พอเปลี่ยนความคิดได้  ก็มองเห็นความสนุกของการไปออกกำลังกาย มีเพื่อน มีสังคม มีกิจกรรม มีความสนุกสนาน

โชคดี ที่ได้เจอฟิตเนสดี ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ สมาชิกน่ารัก น้องพนักงานต้อนรับและเทรนเนอร์ก็น่ารัก … สิ่งที่ชอบที่สุดคือวัฒนธรรมการไหว้ทักทาย ไม่รู้ที่อื่นเป็นไหม แต่ที่นี่ ทุก ๆ วันที่เจอกันจะยกมือไหว้ทักทายกัน ทั้งน้อง ๆ พนักงานต้อนรับ เทรนเนอร์ และสมาชิก มีความรู้สึกว่าเป็นวัฒนธรรมที่น่ารักจัง

ในสังคมของคนออกกำลังกายด้วยกัน ก็จะคุยกันเรื่องออกกำลังกาย ให้กำลังใจกัน ชวนกัน ตามกันมาออกกำลังกาย …

– เวลาหายไปสักวัน น้อง ๆ สมาชิกจะไลน์มาตามแล้ว พี่มลไปไหน แม่ไปไหน …

– เวลาเห็นเราเหนื่อย น้อง ๆ จะมาให้กำลังใจ แม่สู้ ๆ พี่มลสู้ ๆ แม่ทำได้ แม่ต้องไปต่อนะ …

– ช่วยกันปรับท่า ให้โฟกัสให้ถูกจุด …

– เราจะคอยเช็กหุ่นให้กันและกัน เวลาเห็นใครเฟิร์มขึ้น ก็จะทักกัน ชื่นชม ให้กำลังใจกัน …

– กับเจ๊ก็กลายเป็นคู่หู เห็นคนหนึ่ง ต้องเห็นอีกคนหนึ่ง เวลาใครสักคนเบี้ยวไม่ไปฟิตเนส อีกคนก็จะดึงรั้ง หรือถ้าติดธุระจริง ๆ อีกคนก็อยากจะโดดตามด้วย (อ้าววว ได้เหรอ) … แต่ถ้าโดดด้วยเหตุผลไม่สมควรก็จะตามไปควักตัวออกมาจากรถให้ไปออกกำลังกายจนได้

– มีการรวมกลุ่มกันของสมาชิกด้วยกัน แล้วพากันเล่น นำโดยน้องยิม (น้องชื่อยิมจริง ๆ ค่ะ) น้องชายสุดหล่อ ซึ่งมันทำให้เล่นได้ดีขึ้น มากขึ้น … เหนื่อยจุก ๆ สนุกจัด ๆ

– มีสั่งอาหาร สั่งขนม แล้วให้ไปส่งไว้ที่ฟิตเนสอีกด้วย … เย้ยสายตาเทรนเนอร์มาก ณ จุดนี้ (ขำแรง)

เมื่อสายตาและหัวใจเราเปิดรับความสนุก ก็ทำให้รู้สึกว่าการออกกำลังกายไม่ได้ยากเหมือนก่อน และการไปฟิตเนสก็เหมือนไปบ้านอีกหลัง … พี่เข้าฟิตเนสประมาณสัปดาห์ละ 4-5 วันหลังเลิกงาน ใช้เวลาในนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าเป็นวันหยุดก็จะมากกว่านี้ … บอกตรง ๆ ค่ะว่า ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมีพฤติกรรมสิงฟิตเนสเกิดขึ้นกับตัวเอง

นี่คือรูปที่พี่ชอบมากค่ะ พี่รู้สึกว่าอยากทำให้ได้อย่างนี้ เลยเซฟมาเก็บไว้ เอาไว้ดูเวลาท้อ

ตอนที่ 7 … 1 ปีมานี้ ทำอะไรไปบ้าง

1. วางลำดับความสำคัญ

วางลำดับความสำคัญของการไปฟิตเนสเป็นอันดับหนึ่ง … หลังเลิกงาน ต้องไปออกกำลังกาย … นัดอื่น ๆ ถ้าไม่สำคัญจริง ๆ จะไม่รับนัดเลย

2. เวตเทรนนิ่ง

หัดยกลูกเหล็กบ้าง ยกไม่เป็น ก็มีน้องเทรนเนอร์ช่วยแนะนำ … แรก ๆ ไม่ชอบเลย แต่พยายามสู้ไปเรื่อย ๆ … สุดท้าย รู้สึกตัวอีกที ก็พบว่า หลงรักการยกลูกเหล็กไปแล้ว … เมื่อสังเกตตัวเองว่าแข็งแรงขึ้น ทำได้ดีขึ้น ก็มีกำลังใจสู้ต่อมากขึ้น

รูปนี้ถ่ายตอนมาเล่นเวตวันแรก ๆ ตอนนั้นไม่เคยคิดว่าตัวเองอ้วนเลย แม้จะหนัก 85 กก. ก็ตาม  

รูปนี้ถ่ายตอนมาฟิตเนสแบบเหยาะ ๆ แหยะ ๆ ยื้อเวลาไปเรื่อย ใจยังต่อต้านการออกกำลังกาย … อ้วนขนาดนี้ยังไม่อยากออกกำลังกายอีก

3. เข้าคลาสคาร์ดิโอ

แรก ๆ เหนื่อยมาก ๆ เหนื่อยเหมือนจะขาดใจตาย … แขนขาไม่อยากจะขยับ … ขอบคุณเจ๊นุชที่เข้าคลาสเป็นเพื่อนตลอดแม้ว่าบางคลาสเจ๊จะไม่ได้อยากเข้าเลยก็ตาม … หายใจแรง หอบดัง หอบแรง … แต่พยายามสู้ไปเรื่อย ๆ … อดทนไปสักพัก ข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปทีละนิด ทีละนิด วันหนึ่งก็สังเกตว่า เราเหนื่อยน้อยลงนิดนึง หายเหนื่อยเร็วขึ้นนิดนึง … พอรู้สึกถึงพัฒนาการแบบนี้ ก็ดีใจมาก ๆ มีแรงสู้ต่อ ….
คลาสคาร์ดิโอนี่รวมคลาสเต้นด้วยนะคะ ทั้ง Zumba, Combat, Exercise Dance ฯลฯ แต่ไม่มีรูปในคลาสเต้น มีแต่รูปในคลาสพวก Body Fit (ขอบคุณครูออโต้ที่ช่วยถ่ายรูปไว้ให้) แล้วก็คลาส Spinning

4.  เข้าคลาสโยคะ (บ้าง)

ไม่ลืมการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ … เพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย … ป้องกันการบาดเจ็บ … 4 ปีก่อน เคยเป็นออฟฟิศซินโดรม ปวดสะบักมาก พอได้เล่นโยคะก็หายปวดไปเลย … ช่วงกลับมาออกกำลังกายจริงจังที่ฟิตเนส แรก ๆ ก็ไม่ได้เข้าคลาสโยคะ อาการปวดสะบักก็มา … พอได้กลับไปเข้าคลาสโยคะ อาการก็ดีขึ้น … เลยรู้ว่า เราต้องบาลานซ์กิจกรรมให้ดี

5. วิ่งลู่วิ่ง

เห็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ สมัยมหาวิทยาลัย วิ่งกันสนุกสนาน ในเฟซบุ๊ก ประกอบกับเห็นพี่ตูน บอดี้สแลม วิ่งจากใต้ขึ้นเหนือ ก็อยากลองวิ่งบ้าง จึงลองหัดวิ่ง … เริ่มจากวิ่งลู่วิ่ง  ตอนวิ่งครั้งแรก ที่สุดของความเหนื่อย ค่อดเหนื่อย (พิมพ์คำที่ต้องการไม่ได้ขอพิมพ์คำที่ออกเสียงใกล้เคียง) วิ่งแทบตาย มองเวลา เพิ่งจะ 5 วินาที … เอิ่มมมม … ใจจะขาดแล้ว … งั้นเดินเร็วบ้าง วิ่งเหยาะบ้าง สลับไปเรื่อย ๆ … อดทน และบอกตัวเองให้สู้ … พัฒนาตัวเองจนเคยวิ่งได้สูงสุดติดต่อกัน 18 กม. บนลู่วิ่ง …

(ขอบคุณพี่ตูน บอดี้สแลม คุณก้อยและทีมงานก้าว, ขอบคุณกลุ่มมีนกรชวนกันวิ่ง, ขอบคุณไลน์กลุ่มสุขภาพดีด้วยกันนะ, ขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่พากันวิ่งบ้าง ออกกำลังกายอื่น ๆ บ้างแล้วโพสต์เฟซบุ๊ก จุดประกายให้อยากลองบ้าง)

6. วิ่งสนาม

หาวันไปวิ่งที่สนามกีฬาบ้าง …

แรก ๆ วิ่งได้รอบนึง เดินรอบนึง สลับไปเรื่อย ๆ …

ต่อมา วิ่งสองรอบ เดินรอบนึง …

ต่อมา วิ่ง 3 รอบ เดินรอบนึง …

ค่อย ๆ เพิ่มไปเรื่อย ๆ …

จนถึงวันที่วิ่งเหยาะ ๆ ติดต่อกันได้ 5 กม. ดีใจมากกกก ประกาศบอกให้โลกรู้ …

จำได้ว่าวันนั้น รู้สึกเหมือนขาจะแหลกไปทั้ง 2 ข้าง … สู้ไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน วิ่งติดต่อกันได้ขั้นต่ำ 10 กิโลเมตร ในหนึ่งสัปดาห์พี่จัดให้เป็นวันวิ่ง 1 วัน (ถ้าไม่วิ่งบนลู่วิ่ง ก็ต้องไปวิ่งสนาม) … ที่วิ่งได้แค่ 1 วัน เพราะกิจกรรมในฟิตเนสมีเยอะ … ถ้าจะวิ่งเยอะกว่านี้ก็เสียดายคลาสที่พลาดไป … เลยเลือกวันที่ไม่มีคลาสเป็นวันวิ่ง บอกตัวเองว่าอย่างน้อยวิ่ง 1 วันก็ดีกว่าไม่วิ่งเลยละกันน่า (วิ่งน้อย แต่วิ่งนะ)

พอวิ่งได้ก็เริ่มลงงานวิ่ง เริ่มจาก 5 กิโลเมตร แล้วค่อย ๆ ขยับขึ้นมา 10 กิโลแมตร ซึ่งสนุกมาก ๆ … เคยสงสัย ทำไมเพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ชอบลงงานวิ่งกัน บางคนลงทุกอาทิตย์ ไกลแค่ไหนก็ไป ตอนนี้ได้รู้แล้วว่า อ่อ งานวิ่งมันสนุกอย่างนี้นี่เอง …

พี่ไม่ได้วิ่งเร็วนะคะ พี่วิ่งช้ามาก พี่นิยามตัวเองว่า “เป็นนักวิ่งที่ไม่เคยวิ่งแซงใคร นอกจากตัวเองในอดีต” … ซึ่งมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

รูปรวมรายการวิ่งที่ไปวิ่งมา เรียงลำดับเวลา จากบนซ้าย-กลาง-ขวา ตามด้วย ล่างซ้าย-กลาง-ขวา

7. ใช้ PT (Personal Trainer)

แรก ๆ คิดว่าออกกำลังกายเองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมี PT … แต่พอออกกำลังกายไปสักพัก ก็รู้สึกว่าไปต่อได้ยากขึ้น … พอมาใช้บริการ PT (เริ่มเดือน Jan 2019) รู้สึกเลยว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุด … ทุกอย่างไปได้เร็วขึ้น ทั้งน้ำหนัก สัดส่วน ความแข็งแรง … พี่โชคดีที่น้อง PT ที่ดูแลพี่เก่งมาก โฟกัสท่าเก่ง และมีวินัยในการกินอาหาร ถือเป็นต้นแบบคนหนึ่งที่ทำให้พี่คิดที่จะเริ่มกินอาหารคุณภาพ

เหนื่อยสาหัสมากค่ะ แต่ก็ปลอดภัยมากเช่นกัน

8. ทำ IF

แรก ๆ ทำ 16/8 ต่อมา18/6 … จนปัจจุบัน 19/5 ในวันปกติ … กินปกติในวันศุกร์-เสาร์ และ ทำ 24/1 ในวันหยุดบ้าง 1-2 เดือนครั้ง …
ทำมาครบ 1 ปีแล้ว อาจจะไม่ได้เห็นผลชัดเจนในเรื่องน้ำหนัก เพราะน้ำหนักไม่เคยลดฮวบ เหมือนของคนอื่น ๆ …น้ำหนักจะลดแบบค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไป เฉลี่ยเดือนละ 1.6-1.7 กก. สม่ำเสมอทุกเดือน

ที่พี่ชอบทำ IF เพราะทำให้ควบคุมตัวเองได้ง่ายขึ้น … แค่ดูเวลาตอนนี้หมดเวลากิน ก็หยุดกินก็เท่านั้น … มื้อแรกกิน 07.30 น. มื้อสุดท้ายจบที่ 12.30 น. หลังจากนี้น้ำเปล่าเท่านั้น (กิจกรรมในฟิตเนสทุกอย่าง เป็นการทำช่วง Fast ทั้งหมด ไม่เคยหน้ามืดเป็นลม เพราะกินถึงที่ร่างกายต้องการ) …

ถ้าใครสนใจเรื่อง IF ไปหาความรู้ต่อได้ในกลุ่ม if Thailand community นะคะ … พี่ขอขอบคุณความรู้ทั้งหมดที่ได้จากที่นี่
9. กินอาหารคุณภาพ

เพิ่งเริ่มกินเดือน Apr-2019 … แรก ๆ ไม่รู้ว่าจะกินได้สักกี่น้ำ จะหาอะไรกินได้ยังไงเพราะทำอาหารไม่เป็น … ตอนนี้กลายเป็นเรื่องปกติ เป็นสิ่งที่ทำได้เรื่อย ๆ ไม่ได้คลีนจ๋า พยายามเน้นผัก ผลไม้ ให้มีทุกมื้อ เปลี่ยนวิธีการประกอบอาหารเป็น ต้ม นึ่ง อบ รวนน้ำ …

มีปั่นน้ำผักกิน เตรียมอาหารไปกินที่ทำงาน วันละ 1 มื้อบ้าง 2 มื้อบ้าง แล้วแต่ช่วง … วันครอบครัวมีโปรแกรมกินดุ ก็บาลานซ์มื้ออื่น ๆ ทดแทน … ทำด้วยความสุข ทำด้วยความสนุก ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป

เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็น่าจะกินคุณภาพ 50% กินร้าย 50%… พี่กินอิ่มมากทุกมื้อ กินเยอะกว่าเมื่อก่อนด้วยซ้ำ … น้ำหนักไม่ขึ้น ไขมันก็ไม่ค่อยลงเช่นกัน เพราะยังมีมื้อร้าย ๆ เยอะ (555)

ตัวอย่างน้ำผักผลไม้ปั่น และอาหารที่กินค่ะ

พี่ทำทั้ง 9 ข้อนี้ด้วยกันค่ะ ทุก ๆ กิจกรรม มันจะช่วยเสริมกันและกันเสมอ ทำให้พี่แข็งแรงอย่างก้าวกระโดด ยิ่งเห็นพัฒนาการในความแข็งแรงของตัวเองมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีกำลังใจให้ทำต่อไปมากเท่านั้น

พี่เริ่มออกกำลังกายจริงจัง ตอนอายุ 41 ปี ถือว่าอายุเยอะแล้วเหมือนกันนะ ต้องสู้กับหัวใจตัวเองหนักมาก ๆ ค่ะ

“หลายครั้งที่สงสัยว่าน้ำที่อยู่บนหน้าเป็นน้ำตาหรือเหงื่อกันแน่” …

หลายครั้งที่เหนื่อยจนอยากหยุด ทิ้งทุกอย่าง แล้วเดินออกไปเลย …

หลายครั้งที่ถามตัวเองว่าชั้นมาทำไม ทำไมชั้นไม่กลับไปนอนจมกองไขมันที่บ้านเหมือนเมื่อก่อน …

แต่ทุกครั้งที่มีคำถามเหล่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือพี่หยุดถามแล้วเลือกที่จะทำต่อ สู้ต่อ ไปต่อ ชั้นต้องชนะหัวใจตัวเองให้ได้

ค่อย ๆ เห็นสิ่งที่พยายามมาตลอดแล้วค่ะ

หลายคนไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายที่ฟิตเนส สามารถออกกำลังกายเองได้ที่บ้าน หรือไม่จำเป็นต้องใช้ PT … คุณโชคดีมากค่ะ ที่ทำได้ … แต่สำหรับพี่ มันไม่ได้จริง ๆ ทุกวันนี้แม้จะออกกำลังกายจนเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่เคยทำที่บ้านนะคะ พี่ชื่นชมมาก ๆ คนที่ออกกำลังกายเองได้ เปิด youtube แล้วทำตามได้ คุณเก่งมาก ๆ พี่ชื่นชมจากหัวใจ …

พี่ชื่นชมทุกคนที่ออกกำลังกายนะคะ ไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน แบบไหนก็ตาม เพราะพี่รู้ว่ามันเหนื่อยมาก ๆ มันไม่ง่ายเลย และมันไม่เคยง่ายเลย

ทั้งหมดนี้ พี่ไม่ได้ใช้ยา อาหารเสริม หรืออะไรมาเป็นตัวช่วยเลยนะคะ … ไม่ได้ต่อต้านใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เพราะเคยใช้แล้วมันไม่ได้ผลสำหรับพี่ พี่คิดว่าเลือกเอาที่แต่ละคนสะดวกดีกว่า ส่วนพี่ พี่เลือกออกกำลังกายและกินอาหารคุณภาพ (ไม่กล้าเรียกว่าอาหารคลีน เพราะมันไม่ได้คลีนขนาดนั้น)

รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้นมากจริง ๆ

ตอนที่ 8 … ผลลัพธ์หลังครบ 1 ปี

 – น้ำหนักลดลง 20 กิโลกรัม จากเดิม 85 กิโลกรัม กลายเป็น 65 กิโลกรัม

– ไขมัน ลดลง 14%

– กล้ามเนื้อไม่หายไป

– ไซซ์เสื้อผ้าลดลง 2-3 ไซซ์ แล้วแต่แบบ และยี่ห้อ

– สัดส่วนลดลงทั้งร่าง แบ่งอย่างคร่าว ๆ ได้เป็น

* หน้าอกลดลง 7 นิ้ว

* เอวลดลง 7 นิ้ว

* สะโพกลดลง 5 นิ้ว

* ต้นขาลดลงข้างละ 3 นิ้ว

* ต้นแขนลดลงข้างละ 1.5 นิ้ว

 รูปซ้ายมือ กางเกงไซซ์ 3XL แน่นพุงมาก อึดอัดมาก เวลาถอดออกมาจะเป็นรอยรัดเนื้อตรงเอวซึ่งมันเจ็บมากค่ะ ตอนนั้นมีทางเลือก 2 ทางคือ 1. เพิ่มไซซ์กางเกงเป็น 4XL หรือ 2. ลดไซซ์ตัวเองลง แน่นอนค่ะ ในตอนนั้นไม่เคยคิดจะเลือกข้อ 2

รูปขวามือ ชุดไซซ์เดิมค่ะ แต่ใส่สบายขึ้นเยอะมาก มาก มีความสุขมาก กางเกงตอนนี้ต้องใช้เข็มขัดมาช่วยแล้วไม่งั้นมีหลุด

รูปซ้ายมือ กีฬาสีปลายปี 2017

รูปขวามือ พยายามเลียนแบบท่าเดิมด้วยเสื้อตัวเดิม

รูปซ้ายมือ น้องแอบถ่ายไว้ตอนพากันทำ 5ส. ตอนนั้นขำตัวเองมาก ป้าที่ไหนน้อ

รูปขวามือ พยายามเลียนแบบท่าให้ใกล้เคียง

รูปซ้ายมือ คือตัวเองเมื่อ 1 ปีที่แล้ว

รูปขวามือ คือตัวเองในวันนี้ … ภูมิใจมากค่ะ

รูปบน คือตอนที่ยังไปฟิตเนสแบบเหยาะ ๆ แหยะ ๆ

รูปล่าง คือตอนปัจจุบัน

ทุกวันนี้ยังไม่ใช่คนผอมนะคะ ไขมันยังเหลือเยอะมาก ๆ ดังนั้นใช้คำว่า “ผอมลง” จะดีกว่า แต่แค่นี้พี่ก็ภูมิใจมาก ๆ …

พี่อายุมากแล้ว ระบบเผาผลาญเคยพัง เคยเกลียดเวต คาร์ดิโอ วิ่ง … ฟิตเนสคือสถานที่สุดท้ายในชีวิตที่พี่คิดจะไป … พี่ทำอาหารไม่เป็น ไม่เคยคิดกินอาหารคุณภาพ … น้ำหนักไม่เคยลง มีแต่เพิ่ม … แต่พอมองตัวเองในกระจกในวันนี้ พี่พบตัวเองที่แข็งแรงขึ้นอยู่ในนั้น ไม่ได้เหนื่อยง่ายเหมือนเก่า หัวเข่าก็หายปวด มันมีแต่ความภูมิใจค่ะ ที่ทำได้ … พี่เชื่อว่า ทุกคนก็ทำได้นะคะ ถ้าเราอดทนและทำมันต่อไป

ภาพที่สะท้อนออกมาในกระจก เทรนเนอร์บอกว่า มันสะท้อนความพยายาม ความอดทน ความมีวินัยทั้งหมดของพี่อยู่ในนั้น … ฟังแล้วน้ำตาจิไหล

พี่เคยได้รับกำลังใจ และแรงบันดาลใจจากคนมากมายที่ทำให้สู้มาได้ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา … มีคนมากมายให้ขอบคุณ ซึ่งถ้ากล่าวออกมาอาจจะไม่ครบ … พี่ขอขอบคุณไว้ในรูปแบบของกระทู้นี้

หากกระทู้นี้ พอจะเป็นแรงบันดาลใจให้ใครได้บ้าง พี่ขอส่งต่อนะคะ … ถ้ามีใครสักคนที่หลงเข้ามาอ่านกระทู้นี้ แล้วได้กำลังใจกลับไป ก็ถือว่ากระทู้นี้ได้ทำหน้าที่ของมันอย่างสมบูรณ์แล้วค่ะ … ขอบคุณค่ะ

ขอบคุณ สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอมคุณ มนตราหิมาลัย

admin