a day BULLETIN | รสชาติชีวิตเข้มข้นของผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ที่เชื่อว่าความเจ็บปวดคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราเติบโต

a day BULLETIN | รสชาติชีวิตเข้มข้นของผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ที่เชื่อว่าความเจ็บปวดคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราเติบโต
รสชาติชีวิตเข้มข้นของผู้ก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ที่เชื่อว่าความเจ็บปวดคือสิ่งสำคัญที่ทำให้คนเราเติบโต

หากย้อนไปประมาณ 20 ปีก่อน ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับสภาวะฟองสบู่แตก การเริ่มต้นก่อร่างสร้างธุรกิจในสภาวะเศรษฐกิจที่บอบช้ำ คงเป็นเรื่องชวนขยาดและน่าหวาดหวั่นในมุมมองของคนส่วนใหญ่

        แต่สำหรับ สุพจน์ ธีระวัฒนชัย และเพื่อนสนิท—เสถียร เศรษฐสิทธิ์ พวกเขากล้าที่จะรวบรวมเงินกว่า 40 ล้านบาท เพื่อนำไปลงทุนในธุรกิจไมโครบริวเวอรี พร้อมสร้างโรงเบียร์ขนาดใหญ่ 1,000 ที่นั่ง เสิร์ฟเบียร์ อาหาร และการแสดง ในรสชาติที่แตกต่างอย่างที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน 

        เวลาผ่านมากว่า 2 ทศวรรษ อาณาจักรของ ‘โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง’ กลายมาเป็นโรงเบียร์อันดับหนึ่งในใจที่คนไทยนึกถึง พวกเขาฟันฝ่าพายุเศรษฐกิจ และนำพาธุรกิจจนประสบความสำเร็จได้อย่างไร คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ในหนังสือประวัติชีวิตของสุพจน์ ที่ชื่อ ‘เมื่อความจนเฆี่ยนตีผม’ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ที่หลายคนอาจเคยอ่านผ่านตามาแล้ว

        วันนี้เราชวนคุณมาเติมรสชาติจากชีวิตที่เข้มข้นไม่แพ้รสชาติเบียร์จากโรงเบียร์ของเขา ไม่ว่าจะเป็นวิธีทำงาน ที่เขาเชื่อว่าโลกเราตัดสินแพ้ชนะกันที่รายละเอียด เรื่องของการก้าวผ่านชนชั้น ที่ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม แต่เป็นการได้รับโอกาส และหัวใจของธุรกิจโรงเบียร์ ที่ค้าขายอยู่บนอารมณ์ของมนุษย์ 

        “คุณสังเกตไหมว่าไม่ว่าสังคมคนจนหรือคนรวย เราอยู่ในสังคมที่โอ้โลมกันเยอะ ไม่ให้เดินด้วยตัวเอง แต่ผมโชคดีที่ว่าผมไม่เดินด้วยตัวเองไม่ได้”

        เมื่อเลือกเดินด้วยตัวเอง แน่นอนที่เขาย่อมต้องเคยล้มลุกคลุกคลานและมีบาดแผล แต่ก็นั่นละ ‘ความเจ็บปวดและความจน’ คือสิ่งสำคัญที่ทำให้สุพจน์เป็นตัวเองเช่นทุกวันนี้

 

เยอรมันตะวันแดง

คุณรู้ไหมว่าในโลกของเรา เก่งไม่เก่ง แพ้ชนะ วัดกันที่รายละเอียด

ในหนังสือ ‘เมื่อความจนเฆี่ยนตีผม’ ทำไมคุณถึงเลือกบอกเล่าอย่างเปิดเผยถึงแง่มุมของความจน ความยากลำบากในชีวิต

        ผมคิดอย่างนี้ครับ ว่าความสำเร็จของโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง รวมถึงเรื่องราวที่เล่าในหนังสือเมื่อความจนเฆี่ยนตีผม ผมเป็นแค่สมาชิกตัวเล็กๆ ในสังคมแห่งนี้ เชื่อว่ามีคนอีกเยอะที่ประสบความสำเร็จ และก็มีอีกหลายคนที่เคยยากจนมาก่อนแล้วทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จได้ แต่อาจจะยังขาดการถ่ายทอด ขาดแรงบันดาลใจที่ทำออกมาเป็นหนังสือ ผมว่าการเขียนหนังสือก็เหมือนกับการทำอาหาร คุณจะปรุงรสอะไรให้ลูกค้ากิน แล้ว คุณวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ คนเขียนหนังสือเล่มนี้ เราสองคนรู้จักกันมานาน เขาเลือกที่จะปรุงออกมาแบบนี้ และอาจจะถูกปากกับลูกค้า

        ในวันที่เราเริ่มคุยเรื่องหนังสือเล่มนี้กัน คุณวันชัยบอกกับผมว่าถ้าให้เขียนหนังสือแบบฮาวทู เขาไม่เห็นด้วย เขียนแบบฮาวทูคือบอกเล่าว่าวิธีการทำอะไรอย่างไร ในขณะที่ตอนแรกผมอยากพูดเกี่ยวกับอาหารไทย เพราะผมรู้สึกว่าอาหารไทยทรงเสน่ห์ในมุมมองของผม และเป็นอาหารที่เรื่องมากจริงๆ เหมือนผู้หญิงสวยแต่เรื่องมาก แต่คุณวันชัยก็ตัดสินใจไม่เขียนถึงเรื่องนี้อีกเหมือนกัน (หัวเราะ) แกเลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตผมมากกว่า เลยเลือกวิธีนี้ในการปรุงหนังสือออกมา

และหนังสือก็ขายดีเสียด้วย นั่นแปลว่าเรื่องราวของคุณอาจจะสอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในยุคนี้พอดีหรือเปล่า เพราะว่าตอนนี้คนกำลังเจอกับปัญหาเศรษฐกิจเหมือนกับที่คุณเคยเจอในอดีต ตอนก่อตั้งโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง

        ถ้าจะสอดคล้องในมุมผม คือการที่ผมไม่เคยเป็นลูกจ้าง อาจจะเคยเป็นตอนทำโครงการบ้านจัดสรรสุธาวีกับ พี่เสถียร เศรษฐสิทธิ์ เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ผมเป็นหุ้นส่วนและกินเงินเดือนด้วย ผมว่าเด็กสมัยนี้ไม่อยากเป็นลูกจ้างใครเหมือนกัน แต่เด็กสมัยนี้อยากรวยเร็ว อยากเรียนลัด เขาไปติวหนังสือเพื่ออยากเรียนลัด ไม่ได้อยากเรียนเพื่อเข้าใจ และการศึกษาไทยก็ไม่ได้สอนให้เด็กไทยคิด สอนให้เด็กไทยแค่ท่องจำ แล้วออกไปสอบให้ได้ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม ที่สี่ 

        ระบบการศึกษาไทยถ้าจะรื้อนะ ต้องยกเลิกการสอบให้คะแนนก่อน ไม่ต้องมีการประกาศระดับ สมมติตอนนี้ประเทศไทยมีเด็ก ป.1 อยู่ในประเทศหนึ่งล้านคน คุณคิดว่ามีเด็กเรียนเก่งทุกคนไหม ไม่ใช่อยู่แล้ว แล้วมีเด็กเรียนไม่เก่ง มีเด็กเรียนกลางๆ ไหม มีเต็มไปหมด ถ้าเรายึดระบบประกาศคะแนน เด็กตรงกลางเด็กข้างล่างก็ไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ แล้วเมื่อไหร่เด็กส่วนใหญ่จะได้มีโอกาสสักที ทั้งหมดนำมาซึ่งการแข่งขัน แต่ความหมายของการศึกษาไม่ใช่แบบนั้น การศึกษาคือการให้ความรู้ให้ความคิด

คุณเติบโตมากับการเรียนการสอนแบบไหน

        ตอนเด็กๆ ผมก็ไม่ได้ถูกสอนให้คิดนะ แต่ด้วยเงื่อนไขทางสังคม เงื่อนไขทางสิ่งแวดล้อม เงื่อนไขของบ้านเมือง เชิญชวนให้ผมคิด ผมผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลา (2516)  ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา (2519) สิ่งเหล่านี้เชิญชวนให้ผมครุ่นคิด และการครุ่นคิดก็ยกระดับสอดคล้องตามวัย ถูกผิดไม่ใช่ประเด็น แต่ต้องคิดและคิดให้เป็น นี่คือปัญหาของการศึกษาไทย เด็กก็มารับกรรม ต้องมาแข่งขันแย่งที่หนึ่ง ที่สอง

        ผมเคยตั้งคำถามนะว่าเด็กที่ไปแข่งวิชาการโอลิมปิก เวลาเห็นเขาบินไปแข่ง เดินทางกลับมาถ่ายรูปที่สุวรรณภูมิ เสร็จแล้วตอนนี้เขาไปอยู่ไหน ประเทศนี้ทำอะไรกับเขาบ้าง มีเพื่อนผมตอบกวนๆ บอกว่า บางทีเขาอาจไปเปิดโรงเรียนกวดวิชา ติวเด็กไปแข่งโอลิมปิกอีกที (หัวเราะ) แต่ประเทศชาติไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเขา ทุกสังคมจะมีเด็กเก่ง มีเด็กเรียนด้อย แต่ว่าเด็กเรียนด้อยไม่ได้มีโอกาสทำงาน อยู่ที่ว่าบ้านเมืองจะทำให้เด็กพวกนี้มีพื้นที่ได้ยังไง ทำให้เขารู้สึกว่าอย่าเรียนด้อยแต่ไม่ต้องเรียนเก่งก็ได้ เด็กที่เรียนด้อยมักจะถูกลืม แต่เขาสามารถเติบโตไปเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพของสังคมได้ เพราะการเติบโตขึ้นไปเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพของสังคม ไม่ได้แปลว่าคุณต้องเรียนเก่ง

คุณสุพจน์คิดว่าคนยุคนี้สามารถจะไต่ระดับชั้นทางสังคมได้เหมือนกับคนยุคคุณไหม

        ได้ ผมชอบยกตัวอย่างกับลูกน้อง คุณรู้ไหมว่าในโลกของเรา เก่งไม่เก่ง แพ้ชนะ วัดกันที่รายละเอียด สมมติว่าเวลาคุณหุงข้าว ก็ต้องหุงให้สุก หุงให้สวย และหุงให้นุ่ม คือทำต้องทำให้จบและทำอย่างตั้งใจ เพราะในกระบวนการหุงข้าว คุณใช้วัตถุดิบ ใช้พลังงาน ใช้ทรัพยากรเท่าๆ กัน แล้วถ้าไม่ตั้งใจ ข้าวคุณจะแฉะ จะดิบ แล้วคุณทำอย่างนั้นทำไม แค่คุณใส่ใจลงไป ตั้งใจกับมัน สมัยผมเด็กๆ อายุ 11-12 ผมหุงข้าวด้วยวิธีเช็ดน้ำ แล้วข้าวไม่เคยแฉะไม่เคยดิบเลย เพราะอะไรถึงไม่เคยแฉะไม่เคยดิบ ผมใส่ใจไง ศึกษาเรียนรู้กับมัน ว่าเวลาที่คุณจะยกข้าวขึ้น ต้องรอให้ข้าวเริ่มบานนิดๆ ก่อน ไม่ต้องบานเยอะ เพราะว่าถ้าบานเยอะเวลาที่คุณเทน้ำทิ้ง ความร้อนที่ระอุอยู่ในหม้ออะลูมิเนียมจะทำให้ข้าวบานต่อไปอีก

ความจนไม่ใช่เรื่องเวรกรรมนะ แต่เป็นเรื่องของการไม่ได้โอกาส สังคมต้องสร้างโอกาสให้เขา สังคมไม่ควรเอาปลาให้เขา สังคมต้องสอนให้เขาตกปลา

อยากให้เล่าถึงประสบการณ์ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

        การประท้วงครั้งสุดท้ายที่ผมเข้าร่วมคือการประท้วงขึ้นค่ารถเมล์จาก 50 สตางค์เป็น 75 สตางค์ ตอนนั้นผมกลัวระเบิดมาก ทุกเวทีไฮปาร์กจะมีสีสันคือมีงิ้วการเมือง พอเราเล่นงิ้วเสร็จจะมีการรวบรวมบทงิ้วไว้ที่คนคนหนึ่ง แล้วคนนั้นจะรีบฉีกบททิ้งและออกจากไปจากที่นั่นเลย ไปกำจัดหลักฐานก่อน ส่วนที่เหลือก็จะเปลี่ยนเสื้อผ้าและแยกกันตรงนั้น แยกกันเลยนะ ต่างคนต่างกลับบ้าน ไม่ต้องไปนั่งกินข้าวร้านเดียวกันนะ อันตรายมาก โดนรวบง่ายๆ ไม่เหมือนสมัยนี้ที่คุณจะเฮโลไปต่อกัน สมัยนั้นไม่ได้

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยสอนอะไรคุณอีก

        สิ่งที่ธรรมศาสตร์สอนคือความเป็นธรรม เด็กที่ทำกิจกรรมนักศึกษาอ่านหนังสือพิมพ์การเมืองทุกวัน และนั่งถกกันว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ถูกต้องไหม ถกกันแบบเด็กมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์สอนให้ผมแยกถูกแยกผิดออก แยกควรไม่ควรออก ธรรมศาสตร์จะสอนให้เด็กทำงานร่วมกัน พอทำงานร่วมกันก็จะทะเลาะกัน แล้วก็จะสอนให้ฟังกัน เพราะว่าการทะเลาะกันในมหาวิทยาลัยไม่เหมือนการทะเลาะกันในการทำธุรกิจ ที่คุณจะคัดง้างกันเอาเป็นเอาตาย มึงต้องล่มกูถึงจะหยุด แต่นี่เราคัดง้างกันบนความคิด คัดง้างกันทางวิธีการ เป็นกระบวนการที่ฝึกฝนเด็กให้อยู่บนความเป็นจริงโดยที่ไม่รู้ตัว เรื่องราวนอกมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยผลประโยชน์ แต่เราไม่ใช่ พวกเราเต็มไปด้วยอุดมการณ์อะไรก็ไม่รู้

        สมัยผมเป็นนักศึกษา คนจะมองว่าคนจนเป็นคนดี คนรวยเป็นคนไม่ดี ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่ใช่ ยุคที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยชนชั้นทางสังคมห่างมาก คนจนก็จนสุดขีดเลย คนรวยก็รวยมาก และชนชั้นกลางก็ยังไม่ได้ลุกขึ้นมามีอำนาจต่อเศรษฐกิจและสังคมเท่าวันนี้ แต่อำนาจอยู่ในมือของทหาร อยู่ในมือของชนชั้นปกครอง ชนชั้นนายทุนที่มีเครือข่ายธุรกิจเขาจะไม่เล่นการเมือง เขาจะใช้วิธีอุปถัมภ์นักการเมือง นั่นคือความถ่างของช่องว่างที่ห่างมาก เพราะฉะนั้นจะเกิดแค่ชนชั้นปกครองกับประชาชน

 

เยอรมันตะวันแดง

แล้วเมื่อคุณก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจ คุณบริหารงานอย่างไร มีปัญหาเรื่องช่องว่างระหว่างคุณกับพนักงานไหม

        สมัยก่อนผมจะเป็นคนสัมภาษณ์งานเด็กเอง ผมเป็นคนชอบคุยกับคน มาจากไหน เป็นยังไงบ้าง มีเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ผมอยากพูด กฎของร้านเราคือพนักงานต้องใส่รองเท้าหนัง แต่เด็กไม่มีตังค์ เขาก็ไปซื้อรองเท้าหนังเทียมมาใส่ พอใส่ไปแล้วรองเท้ากัด เด็กก็ใส่โดยเอาส้นเท้าของตัวเองเหยียบส้นรองเท้าไว้ ผมก็ถามว่าใส่อย่างนี้ทำไม ก็ให้เงินแล้วบอกว่าไปซื้อรองเท้านะ รองเท้าบาจาดีที่สุด ไม่แพงด้วย ให้เงินไปประมาณ 100 บาทได้มั้ง แล้วผมก็ลืมไป จนเขาทำงานกับผมผ่านไปประมาณเดือนหนึ่ง เขามาบอกกับผมว่าเขาไปซื้อรองเท้ามาแล้ว แต่ไม่ได้เป็นรองเท้าบาจานะ เขาไปซื้อรองเท้าหนังคู่ละ 400 บาท ซื้อมา 3 คู่เลย ผมก็แหย่ว่า หนังแท้หนังเทียม เขาบอกว่า หนังแท้สิพี่ ผมถามว่าแล้วรู้ได้ยังไง เขาบอกว่าหนูดมเอา (หัวเราะ) ผมก็คิด เออ ฉลาดเว้ย ผมยังนึกไม่ถึงเลย

          การมาเป็นนายจ้างจะทำให้คุณได้เรียนรู้อะไรจากลูกน้องเยอะมาก เหมือนคำพูดคำหนึ่งของเหมาเจ๋อตง ‘ความรู้อยู่ที่มวลชน’ สมมติคุณต้องการช่างไม้ ถ้าคุณถามลูกน้องผม จะมีช่างไม้โผล่ขึ้นมา ถ้าผมบอกว่าอยากได้คนมาช่วยดูแลต้นไม้ ลูกน้องผมก็จะแนะนำคนมาดูแล แต่ต้องเริ่มจากใจก่อน ไม่ได้เริ่มจากเงินนะ เดี๋ยวมันจะมาเอง ในขณะเดียวกันคุณอยากรู้ปัญหาการบริการ อยากรู้ปัญหาของลูกค้า คุณลองถามลูกน้องดู เขาอยู่หน้างาน เขารู้ เวลาเสิร์ฟอาหารอย่างขาหมู ลูกน้องผมเขาแค่เอามีดจรดขาหมูนิดเดียว เขารู้เลยว่าหนังกรอบไม่กรอบ ผ่านชั้นหนังชั้นไขมันจนไปถึงเนื้อ เขารู้เลยว่าเนื้อไม่นุ่ม เอากับเขาสิ สำหรับผมเชื่อเสมอว่าความรู้อยู่ที่มวลชน อยากพัฒนาเขา ต้องให้เขาพัฒนาตัวเอง ยุยงส่งเสริมเขา ให้โอกาสเขา

สิ่งที่สำคัญจริงๆ สำหรับคนทุกคนคือโอกาสใช่ไหม

        ความจนไม่ใช่เรื่องเวรกรรมนะ แต่เป็นเรื่องของการไม่ได้โอกาส สังคมต้องสร้างโอกาสให้เขา สังคมไม่ควรเอาปลาให้เขา สังคมต้องสอนให้เขาตกปลา ผมเองเข้าใจเรื่องการไม่มีกิน เอาเป็นว่าตอนผมเรียนสวนกุหลาบฯ ผมเดินไปแถวโรงหนังเอ็มไพร์ เพื่อไปขอสมัครล้างจานในร้านอาหาร ค่าแรงวันละ 20 บาท ตอนนั้นไม่มีใครรับผมเลย เพราะเขาเห็นผมเป็นนักเรียน เรียนอยู่สวนกุหลาบฯ เหรอ ไม่รับ เดี๋ยวครูลื้อก็มาด่าอั๊ว

        ผมไม่เคยลืมชีวิตตอนเด็ก ผมมีพี่น้อง 5 คน เวลากินก๋วยเตี๋ยวสักชาม ผมจะคิดว่าน้องคนเล็กของผมเป็นคนเรียนเก่ง เขาต้องการพลังงาน ต้องได้กินโปรตีน ต้องได้กินลูกชิ้นปลา พี่สาวของผมกินเส้นไป ส่วนผมก็กินถั่วงอก ความทะเยอทะยานของผมตอนนั้นคือขอแค่ได้กินก๋วยเตี๋ยวกับพี่น้องคนละชามได้ไหม คิดแค่นั้นเลย ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะมาเป็นเจ้าของร้านอาหารขนาดใหญ่ ไม่เคยคิดจะเป็นเจ้าของโรงเบียร์ แต่วันหนึ่งเมื่อเราทำทุกอย่างไปเรื่อยๆ ด้วยความใส่ใจในรายละเอียด โลกของเราก็กว้างขึ้น

มีไหม พนักงานที่ทำงานที่นี่ยาวๆ 10 ปี 20 ปี จนคุณได้เห็นความเติบโตของพวกเขา

        มี พ่อครัวบางคนอยู่กับผมตั้งแต่เปิดร้าน จนตอนนี้ลูกของเขามีลูกแล้ว เขากลายเป็นอากงเป็นคุณปู่แล้ว หรือเมื่อเช้านี้ผมเพิ่งเจอแคชเชียร์ชื่อหลิน เขาอยู่กับผมมาตั้งแต่เปิดร้านวันแรก เป็นแคชเชียร์ที่จับคนโกงเก่งที่สุด ถ้าหลินจับนี่ไม่รอดสักราย เวลาผมบอกว่าเดือนนี้เงียบๆ นะหลิน ทะเลสงบแบบนี้เป็นไปได้ยังไง ตัวเลขไม่มีบวกไม่มีลบ พนักงานทอนเงินกันไม่ผิดเลย อันนี้ผิดปกติ เพราะในธุรกิจต้องมี Human Error เด็กต้องมีทอนเงินผิดกันบ้าง คุณเชื่อไหมว่าเมื่อไหร่ที่ทะเลสงบคุณจะเห็นอะไรดีๆ ผมป้องกันการโกงไม่ได้ แต่ถ้ามีการโกงเกิดขึ้นระบบของผมจะฟ้อง ผมผ่านมาหมดแล้ว โยนขาหมูข้ามรั้วเพื่อเอาไปขายต่อ น้ำปลาเครื่องปรุงในครัวหายไปก็มี

        แต่ในมุมมองผม ร้านนี้เป็นความหวังของชีวิตสำหรับเด็กๆ พนักงาน แล้วเด็กพวกนี้เขาไม่ออกไปไหนแล้ว รายได้เขางามมาก เด็กเสิร์ฟเดือนๆ หนึ่งเขามีรายได้ไม่ต่ำกว่า 25,000 บาท ในขณะที่เขาเรียนจบแค่ ม.3 ไม่ก็ ม.6 ไม่มีเด็กคนไหนจบปริญญาตรีนะ เพราะว่าเด็กที่จบปริญญาตรีไม่มีคนไหนมาทำงานเด็กเสิร์ฟ ไม่มีทาง เป็นเรื่องของค่านิยม ทำไมเขาเรียนจบมหา’ลัยแล้วต้องมาทำงานแบบนี้ด้วย

ในวันข้างหน้า พนักงานเหล่านี้มีโอกาสที่จะเป็น ‘สุพจน์’ อีกคนได้ไหม

        ไม่มีใครคิด นี่คือคำถามที่สำคัญ ถามว่ามีใครอยากเป็นเจ้าของโรงเบียร์ฯ ไหม เด็กๆ ไม่มีใครอยากยกมือ สังคมไทยเป็นสังคมศักดินา ต้องมีนาย ในสมัยก่อนคนไทยต้องมีสังกัด คุณขึ้นกับนายคนไหน คุณขึ้นกับบ้านไหน เด็กพวกนี้ที่ทำงานกับผมก็เป็นแบบนั้น

        ผมอยากเจอเด็กสักคนหนึ่งที่ใจเขาได้ ขอให้ใจได้ก่อน ใจต้องถึงก่อน เวลาที่ผมสัมภาษณ์งานตำแหน่งที่สำคัญๆ ผมฟังรายงานดูรายละเอียดเสร็จ ผมจะบอกเขาเลยว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน มาลองทำงานกับผมเลย ลองดูกันสักเดือนหนึ่ง ทำได้ก็ทำกันต่อ ทำไม่ได้ก็แยกกันไป เจอข้างนอกก็ทักทายกันก็แล้วกัน แต่ถ้ามาทำงานใกล้ผม ผมพร้อมจะพัฒนาเขาให้ดีขึ้น เพราะผมไม่สามารถเรียนรู้เขาได้จากแค่ในเรซูเม หรือเกียรติบัตรเยอะแยะที่แนบมา แค่นั้นมันไม่พอ

คุณสุพจน์มองว่านอกจากโอกาส อีกสิ่งที่สำคัญกว่าคือความรู้สึกของแต่ละคนที่อยากลุกมาทำอะไรของตัวเอง

        ผมเชื่อว่าสติปัญญาของคนเรา เมื่อถูกใช้ก็เหมือนมีดที่หยิบออกมาฟาดฟัน มันจะแหลมคนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อคุณลองถูกลองผิดเรื่อยๆ ผิดคุณจะน้อยลง และสุดท้ายคุณจะค่อยๆ ทำถูกมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคุณได้มีโอกาสลอง คุณมีโอกาสได้ขึ้นชกบนเวที คุณจะชกเก่งขึ้น ป้องกันเก่งขึ้น คุณจะเรียนรู้ว่าจะออกหมัดแบบไหนที่จะน็อกคู่ต่อสู้ลงได้ แต่ประเด็นอยู่ตรงที่คุณจะขึ้นเวทีหรือเปล่า หรือจะซ้อมชกมวยอยู่ที่บ้าน ตราบใดที่คุณไม่ขึ้นเวที คุณจะไม่มีทางรู้ว่าคุณมีฝีมือแค่ไหน คำว่าเวทีของผมคือเวทีการทำงาน กล้าคิดกล้าทำ ถ้าไอเดียไหนที่ฉิบหาย ไม่ต้องกลัว เดี๋ยวผมจะเบรกเอง ถ้าอะไรที่ไม่ฉิบหาย ผมไม่เบรก คุณลองทำไปเลย วันหนึ่งคุณจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ คุณจะคมขึ้นเรื่อยๆ

จะฝึกวิธีคิดแบบนี้ได้อย่างไร

        คุณสังเกตไหมว่าไม่ว่าสังคมคนจนหรือคนรวย เราอยู่ในสังคมที่โอ้โลมกันเยอะ ไม่ให้เดินด้วยตัวเอง แต่ผมโชคดีที่ว่า ผมไม่เดินด้วยตัวเองไม่ได้ แต่คนส่วนใหญ่อยู่ในสังคมที่อนุเคราะห์กันสูง อย่างคนจนเอง—ผมบอกเสมอว่าให้โอกาสเขา สร้างงานให้เขา อย่าไปแจกเลยเงิน แจกอย่างอื่นดีกว่า เงินพันเดียวมันหมุนเศรษฐกิจได้กี่รอบกัน

 

เยอรมันตะวันแดง

ทุกวันนี้คุณเรียกตัวเองว่าคนร่ำรวยหรือยัง

        ผมไม่เรียกตัวเองว่าคนร่ำรวย ผมเรียกตัวเองว่าเป็นคนที่หลุดจากความจน นี่ไม่ได้กระแดะหรือเล่นคำ แต่ผมไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นคนร่ำรวย แต่ผมหลุดพ้นจากความจนและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผมอยากใช้อะไรผมใช้ อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้ คุณจะวัดความรวยที่เส้นไหน วัดที่เส้นร้อยล้าน พันล้าน ผมว่าวัดไม่ได้ แต่ผมร่ำรวยน้ำใจ ร่ำรวยความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อย่างที่ผมเคยเล่า ผมแค่หวังอยากกินก๋วยเตี๋ยวคนละชามกับพี่น้อง มื้อเที่ยงวันนี้ผมสามารถสั่งก๋วยเตี๋ยวพิเศษกินเองได้

ส่วนมากคุณใช้เงินไปกับเรื่องอะไรบ้าง

        ผมซื้อของโดยไม่ต้องคิด แต่ไม่ได้หมายความว่าไปซื้อเพชร 100 กะรัต โดยไม่ต้องคิด ไม่ใช่อารมณ์นั้น แต่ผมสามารถซื้อเสื้อผ้าซื้อของใช้โดยไม่ต้องไตร่ตรองมาก แต่ผมจะไม่มีของล้นเกินเป็นอันขาด ผมจะมีรองเท้าหนังเพื่อใส่ทำงานไม่เกิน 3 คู่ รองเท้าสำหรับใส่ทั่วๆ ไปไม่เกิน 3 คู่ ผมจะมีถุงเท้าไม่เกิน 20 คู่ เผื่อเวลาที่ผมเดินทางติดกัน จนถึงตอนนี้เวลาผมจะซื้อของอะไรเข้าบ้านหนึ่งชิ้น จะต้องมีของออกไปชิ้นหนึ่งก่อน แปลว่าผมจะซื้อของที่ชำรุดแล้ว ซ่อมไม่ได้แล้ว ผมจะพยายามบริหารชีวิตแบบนี้ จะไม่ซื้อของล้นเกิน

คุณเคยพูดว่าเวลาทำการตลาดกับชนชั้นกลางคือทำให้เขารู้สึกคุ้มค่า ทำไมคนชนชั้นกลางถึงสนใจเรื่องความคุ้มค่าเป็นอันดับแรก

        ผมว่าคนทุกระดับชั้นคิดอย่างนั้น อย่าบอกว่าเป็นแค่ชนชั้นกลาง ทุกชนชั้นเป็นเหมือนกัน อย่างเวลากระเป๋ากุชชี่ลดราคา คุณคิดว่าคนรวยไม่ชอบเหรอ คนทุกชนชั้นชอบของ sale หมด แต่การทำธุรกิจคือการทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้กำไร คำว่ากำไรคืออะไร ยกตัวอย่างตอนเปิดโรงเบียร์แรกๆ ผมขายเบียร์สดขนาด 500 มิลลิลิตร แก้วละ 100 บาท ตอนนั้นเบียร์ไฮเนเกนขวดขนาด 630 มิลลิลิตร ราคา 80 บาท แต่สิ่งที่แตกต่างคือ ที่โรงเบียร์ผมได้นั่งที่ที่มีแอร์เย็นๆ มีการแสดงดีๆ มีอาหารอร่อยให้ อันนี้คือสิ่งที่เขารู้สึกคุ้มค่าและได้กำไร

ไม่ทราบว่าจะเป็นเหตุผลเดียวกับที่ยุคนี้คนนิยมกินบุฟเฟต์ไหม เพราะคนจะคิดว่ากินเท่าไหร่ก็ได้ กินให้มากที่สุด แล้วก็จะรู้สึกว่าคุ้มค่า ได้กำไร

        ธุรกิจแบบบุฟเฟต์ถูกคำนวณมาหมดแล้ว อาจจะมีแค่โต๊ะที่กินเอาเป็นเอาตายอยู่แค่โต๊ะสองโต๊ะ แล้วอาจจะมีโต๊ะอื่นที่เฉลี่ยเนื้อที่เขากิน เฉลี่ยผักที่กินไปแล้วคุ้ม ไม่มีพ่อค้าคนไหนคิดธุรกิจออกมาเพื่อหวังให้เจ๊งหรอก ผมชอบเรียกมันว่า magic ทางมาร์เกตติ้งมากกว่า และคนเป็นพ่อค้าก็ต้องการค้าขายให้มากเป็นธรรมดา แต่ในการทำธุรกิจ ผมถูกสอนให้ขายมากกำไรน้อย ไม่ใช่ขายน้อยกำไรมาก ผมไม่มีทางเข้าใจพวกที่ซื้อหลุยส์ วิตตอง แม้จะรู้ว่าดี แต่ไม่เข้าใจว่าซื้อเพราะอะไร แต่ผมเข้าใจชนชั้นกลาง เวลาไปกินร้านข้าวแล้วเจอหยิบผักไม่อั้นนี่ เราประทับใจนะ

หลังจากคุณขยับชนชั้นของตัวเอง จนใช้คำว่าหลุดพ้นจากความยากจนได้แล้ว คิดว่าตัวเองเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

        เรื่องของ DNA เรื่องจิตสำนึกผมเคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น แต่วันนี้สิ่งที่ดีเสียยิ่งกว่าคือผมมีกำลังเพียงพอที่จะช่วยเหลือผู้คน ผมให้ทุนเด็กเยอะมาก ผมชอบให้การศึกษาคน ผมส่งเด็กเรียนจบปริญญาตรีไปไม่ต่ำกว่าสิบคน ผมถึงบอกว่าการเรียนคือการเปลี่ยนชนชั้น การศึกษาจะเปลี่ยนชนชั้นคุณ นี่เป็นการช่วยเหลือสังคมของผม ทั้งด้านเงินทอง กำลังทรัพย์ การศึกษา ไปจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์ ผมก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลืออย่างหนึ่ง

ธุรกิจโรงเบียร์อ่อนไหวมากกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะว่าธุรกิจโรงเบียร์ค้าขายอยู่กับอารมณ์ของลูกค้า ลูกค้าต้องมีอารมณ์ถึงมากิน

คนทำธุรกิจในวันนี้เหนื่อยมากไหมที่ต้องเจอกับสารพัดปัญหา ทั้งน้ำท่วม มลพิษในอากาศ เศรษฐกิจฝืดเคือง ปัญหาการเมือง และการบริหารประเทศของรัฐบาลที่ดูไม่ค่อยมีทิศทางนัก

        ธุรกิจโรงเบียร์อ่อนไหวมากกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะว่าธุรกิจโรงเบียร์ค้าขายอยู่กับอารมณ์ของลูกค้า ลูกค้าต้องมีอารมณ์ถึงมากิน ถ้าเมื่อไหร่สังคมตึงเครียด มีการแบ่งแยกสี หรือมีสงครามนกหวีด คนในสังคมไทยไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่อยากออกมาเสพสุข ช่วงนั้นแหละยอดจะตก (หัวเราะ) แล้วเมื่อไหร่มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง เราก็ต้องเตรียมตั้งรับ ก็ดูแลลูกน้องไป เพราะช่วงนั้นลูกน้องเราจะกรอบมาก รายได้เขาจะน้อย

        แต่ถ้าพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจจะกระทบน้อยกว่า เพราะว่าพื้นฐานของคนไทยยังคงรักสนุก คนไทยอารมณ์ดี ชอบมาเสพ ชอบมาดื่ม ถ้าปีไหนเศรษฐกิจไม่ดี เขาอาจจะมาน้อยลง เขาจะระมัดระวังเซฟเงินในกระเป๋า แทนที่เขาจะมาเดือนละครั้ง เขาอาจจะมาสามเดือนครั้ง หรือลูกค้าที่เคยมาทุกวัน ก็อาจจะเหลือสัก 28 วัน แต่ก็ยังคงมา

อย่างปัญหาการเมืองที่ดูเหมือนจะวนเวียนกลับมาอีกแล้ว คุณนึกท้อบ้างไหม

        ไม่ท้อครับ ผมเข้าใจเมืองไทยว่าเป็นแบบนี้แหละ เมืองไทยจะไปรอดนะ แต่ไปแบบถูลู่ถูกัง จะไม่เหมือนการวิ่งร้อยเมตร ที่ทำให้เรามีความรู้สึกว่าปีนี้ประเทศเราเศรษฐกิจดีจังเลย จะมีหกล้มบ้างก็ทำแผลกันไป

มีคำพูดหนึ่งว่า ถ้าคุณเป็นหนุ่มสาวที่มีหัวใจ คุณต้องมีความเป็นขบถ แต่ขณะที่คุณอายุมากแล้ว คุณจะต้องมีสมองที่จะเป็นอนุรักษนิยม คุณสุพจน์เป็นอย่างนั้นด้วยไหม

        ไม่ ผมยังเป็นขบถอยู่ แต่ผมเข้าใจสังคมไทยมากขึ้น ผมเข้าใจปรากฏการณ์ และเคยเห็นสิ่งที่เลวร้ายมามากกว่านี้ ผมเห็นการปฏิวัติ เห็นการมีอำนาจที่เลวร้ายเข้ามา แต่ไม่ได้แปลว่าผมเห็นด้วยนะ ถามว่าผมอยู่กับมันได้ไหม อยู่ได้ แต่ถ้าในความคิดหรืออุดมการณ์ยังคงเป็นขบถอยู่

บนเวทีงานเปิดตัวหนังสือของคุณ คุณบอกว่าชอบอ่านหนังสือของโกวเล้ง ทำไมถึงชอบครับ

        เล่มที่ผมชอบของโกวเล้งคือ ฤทธิ์มีดสั้น เพราะเรื่องราวชวนติดตาม มีเรื่องของความรักหนุ่มสาว มีเรื่องของธรรมะกับอธรรม เป็นความไร้เดียงสา ในขณะที่ก็มีความหนักแน่นของเรื่องมิตรสหาย ซึ่งผมได้รับอิทธิพลเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้มาเยอะมาก เวลาเป็นเพื่อนกับผมแล้ว ผมจะรู้สึกว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น มึงก็คือเพื่อนกู อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ มักเรียกผมว่าเป็นคนตระหนี่ใจ คำว่าตระหนี่ใจคือผมไม่ค่อยให้ใจใคร ผมเป็นคนระมัดระวังตัวเองสูง และก็โดนทำร้ายมาเยอะ เพื่อนดีๆ ที่เคยช่วยเขา วันหนึ่งเราไปขอความช่วยเหลือแล้วเขาไม่ให้ ก็เรียกว่าอกหัก

        มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่ง เกิดกับเพื่อนสนิทของผมแท้ๆ เลย วันที่ผมจะทำโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ผมมีเพื่อนที่เป็นนายธนาคาร แล้วผมมีโฉนดที่ปลอดจำนองอยู่ฉบับหนึ่ง เอาไปหาเขาแล้วบอกว่าขอกู้เงินสัก 5 ล้าน แต่เพื่อนผมไม่ตอบผมตรงๆ ปล่อยให้เวลาผ่านมาเดือนหนึ่งถึงมาบอกว่าธนาคารไม่มีนโยบายปล่อยกู้ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ข่าวก่อนหน้านั้นสักอาทิตย์ บอกว่าธนาคารแห่งหนึ่งให้บริษัทคาร์ลสเบิร์กกู้ไป 500 ล้านบาท พอผมพูดไป เพื่อนผมก็หัวเราะแหะๆ จนหลังจากเปิดโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงมาได้หนึ่งปี เขาเดินเข้ามาหาผม ซึ่งไม่ได้มาขอโทษ แต่พยายามมาอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมบอกกับเขาว่า ต่อให้มึงให้เงินกู 5 ล้านวันนี้ กูก็ไม่ต้องการ เขาเสียผมไปแล้วจากการไม่พูดความจริง

เวลาผ่านมา 20 ปีแล้ว คุณให้อภัยเพื่อนคนนั้นหรือยัง

        ให้อภัย แต่ให้ผมลืมผมก็คงไม่ลืมหรอก

 

เยอรมันตะวันแดง

ที่คุณบอกว่าคุณยังมีอุดมการณ์ขบถอยู่ เท่ากับคุณเป็นคนทันสมัยด้วยไหม

        ไม่ ผมเป็นคนล้าสมัย เป็นคนโบราณ อันนี้ผมใช้ได้ไม่ถึง 20% (เขาหยิบสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่มาโบกให้ดู) ถามว่าอยากเรียนรู้ไหม อยากเรียนรู้ แต่คร้านที่จะเรียน เพราะว่ามีเรื่องอื่นให้คิด ลูกเคยจะสอนหลายเรื่อง ทุกวันนี้ผมก็ใช้แค่ส่งไลน์ ส่ง SMS โทร.เข้าโทร.ออก ถ่ายรูป ใช้อยู่แค่นั้น ระยะหลังเล่นเกมเป็นบ้าง เกม Jewelry King ที่กดทำลายเพชร เวลาอยู่ต่างประเทศก็เล่นเวลาเซ็งๆ (หัวเราะ)

แล้วคุณยังเข้ามาดูแลร้านบ่อยๆ ไหม

        ผมมาที่นี่เกือบทุกวันนะ ผมมีลูกคนเดียว แล้วตอนนี้เขาไปเรียนเมืองนอก เสาร์อาทิตย์ผมไม่มีอะไรทำก็เข้ามานั่งที่ออฟฟิศ มานั่งเมาธ์กับลูกน้อง แวบไปสาขานู้นสาขานี้ ไปนั่งถามเด็ก เฮ้ย เธอทำงานมาแล้วกี่เดือน ตอนนี้เช่าบ้านอยู่ที่ไหน อยู่กับใครบ้าง อย่าเพิ่งถามว่ามีแฟนหรือเปล่า เพราะถ้าถาม เด็กจะตอบว่าไม่มีแฟนกันหมด (หัวเราะ) คือผมสนใจใคร่รู้ เพลิดเพลินกับการไถ่ถามไปเรื่อยๆ แล้วผมก็จะได้ข้อมูลเพิ่มเข้ามาจากการทำแบบนี้

ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยมีความทุกข์กังวลในชีวิต

        ทุกข์ใจไม่ค่อยมี อาจจะมีแค่เรื่องของงานที่ยังแก้ปัญหาไม่ได้ เช้าตื่นขึ้นมาก็คิดถึงงาน เข้าส้วมก็คิด กินก็คิด แต่ก็เป็นสิ่งที่เจอและแก้ไขปัญหาเป็นเรื่องๆ ไป ส่วนสุขใจที่สุดคือตอนตกค่ำเดินเข้าร้านของตัวเองแล้วยังเห็นลูกค้าเต็มร้านอยู่ อันนี้สุขใจ เห็นลูกน้องเราทำงาน ผมน่ะไปไหนก็ไม่ได้ คือจริงๆ จะไปไหนก็ได้นะ แต่ถ้าไม่เข้าร้านแล้วจะรู้สึกคัน ยังไงก็ต้องเข้า

        ผมเลยยังไม่คิดเรื่องเกษียณ ผมอยากแข็งแรง อยากมีพลังหนุ่มสาว แต่อาจจะทำงานน้อยลง เปิดโอกาสให้คนได้โชว์ฝีมือ ให้คนรุ่นใหม่ๆ ได้ทำงานมากขึ้น ผมติดทำงานคนเดียวมานาน กว่าจะค่อยๆ มาเป็นแบบนี้ได้ ต้องผ่านมาถึง 10 ปี ระยะหลังมานี้ที่ผมค่อยๆ ผ่องถ่ายงาน ให้โอกาสคนลองไปทำดู แต่ต้องมารายงานผมนะ

คุณสุพจน์ไม่เคยตื่นมาแล้วขี้เกียจไปทำงานบ้างเหรอ

        ไม่มี อาจจะมีตื่นสาย เพราะเมื่อคืนดื่มเยอะไปหน่อย (หัวเราะ) ปกติผมตื่นเจ็ดโมงเช้า แต่ตอนนี้ก็ดื่มน้อยลงแล้ว น้อยลงมากๆ

ทำโรงเบียร์ คุณคงจะชอบดื่มเบียร์มากกว่าเหล้า

        ทั้งสองอย่าง ไม่ต้องกลัวของเลวๆ แบบนี้หัดไม่ยากหรอก (หัวเราะ)

admin