เดลินิวส์ | ไม่มีสติกเกอร์ห้ามเข้าม.เกษตรฯ ส่งผลดีรถน้อย-ปลอดภัย

เดลินิวส์ | ไม่มีสติกเกอร์ห้ามเข้าม.เกษตรฯ ส่งผลดีรถน้อย-ปลอดภัย
ไม่มีสติกเกอร์ห้ามเข้าม.เกษตรฯ ส่งผลดีรถน้อย-ปลอดภัย
เริ่มอย่างเป็นทางการแล้ว…มาตราการห้ามรถยนต์ที่ไม่มีสติกเกอร์ผ่านเข้า-ออก ม.เกษตรศาสตร์ เผยผู้คนส่วนใหญ่เห็นด้วย ปริมาณรถลดน้อยลง-มีความปลอดภัยมากขึ้น แถมยังสะดวกต่อการขับขี่ของบุคลากรภายในมหาวิทยาลัย ด้านเจ้าหน้าที่แจ้งรถภายนอกยังสัญจรได้ แต่ต้องเข้าบริเวณประตูที่กำหนด

หลังจากที่เคยกลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ สำหรับกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรุนแรงของรถกระบะคันหนึ่ง เสียการควบคุม หลุดโค้งแล้วไปชนมอเตอร์ไซค์ของนิสิต 3 คัน ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นนิสิตรวมทั้งสิ้น 5 ราย เหตุเกิดภายใน ม.เกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมา จนทางมหาวิทยาลัยได้ออกมาตรการในการจัดระเบียบวินัยจราจรภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ห้ามรถยนต์ทุกประเภทที่ไม่มีบัตรอนุญาตผ่านเข้า-ออก บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เข้า-ออกประตูมหาวิทยาลัย ยกเว้นประตูงามวงศ์วาน 1 โดยให้เริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ซึ่งหลายคนมองว่า มาตราการดังกล่าวที่ออกมาเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดจุด เพราะประชาชนส่วนใหญ่ที่ใช้เส้นทางในมหาวิทยาลัยต่างทราบดีอยู่แล้วว่าไม่ควรขับรถด้วยความเร็ว และกรณีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพียงเพราะคนคนเดียวเท่านั้น แต่กลับส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอีกด้วย

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. หลังจากประกาศใช้มาตราการอย่างเป็นทางการ 1 วัน “ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์” ได้ลงพื้นที่สอบทางผู้ที่ใช้เส้นทางดังกล่าวในการสัญจร โดยหนึ่งในผู้สัญจรเส้นทางภายในมหาวิทยาลัยที่มีสติกเกอร์ของกรมประมง กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เส้นทางรอบนอกมีรถติดมากขึ้น เพราะถ้าเจ้าหน้าที่ไม่เห็นสติกเกอร์ก็จะทำให้ต้องจอดสอบถาม เพราะฉนั้นหากเกิดมาพร้อมๆกันหลายคัน ก็จะทำให้รถเกิดการชะลอตัว จนส่งผลทำให้รถติดได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ต้องทำงานอยู่ภายในก็คงจะไม่เดือดร้อนอะไรมาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นเพราะรถภายนอกที่เข้ามาอาศัยทางลัดในการสัญจร ซึ่งการคัดกรองรถก็จะทำให้ปลอดภัยมากขึ้น เพราะบ้างครั้งอาจจะมีผู้ไม่หวังดีแฝงเข้ามา สิ่งที่ดีขึ้นคือถ้าปริมาณรถลดน้อยลง ก็จะลดปัญหาการจราจรที่ติดขัดในหมาวิทยาลัย สำหรับบางประตูที่ยังเปิดให้เข้า-ออกได้อยู่ก็ต้อง ก็คงต้องให้ผ่านไปกั้นไม่ได้อยู่แล้ว ซึ่งอาจจะต้องมีการอนุโลมบ้างกรณี เช่น คนที่เข้ามาทำธุระ เข้ามาซื้อของ หรือบางครั้งมีตลาดนัดคนก็จะเข้ามาซื้อของ หรือมาใช้บริการของธนาคาร ก็จะต้องพิจารณาเป็นรายๆไป

ด้านผู้ที่สัญจรโดยใช้จักรยานต์ ได้เผยว่า มาตรานี้ก็ดีเลย เพราะส่วนมาคนมากนอกที่เข้ามาจะขับรถเร็วไม่สนใจกฎ แต่คนภายในจะทราบกฎกันอยู่แล้ว พอเริ่มเข้มงวดก็ปลอดภัยดี รถไม่ติด การขับขี่ก็สะดวกมากขึ้น สามารถลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ คัดกรองรถที่เข้ามาในมหาวิทยาลัยได้ด้วย ตอนนี้รถที่เข้ามาก็ลดน้อยลง ส่วนตัวก็เห็นด้วยกับมาตราการนี้ เพราะมันสร้างความปลอดภัยในการขับขี่จักรยานตร์ในมหาวิทยาลัย อีกปัญหาหนึ่งที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดคือการที่รถภายนอกเข้ามาจอดในพื้นที่มหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องมีการสวมหมวกนิรภัยเพื่อความปลอดภัยด้วย

นอกจากนี้นิสิตนักศึกษาที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทาง กล่าวว่า พอมีมาตราการแบบนี้ออกมา จริงๆก็ไม่มีผลกระทบอะไรมาก แต่อาจจะต้องยุ่งยากในเรื่องของการทำสติกเกอร์ เพราะต้องนำรถมาทุกวันอยู่แล้ว มาตราการนี้ก็น่าจะช่วยได้เยอะ เพราะจะคัดกรองรถให้เฉพาะบุคลากรภายในสัญจร น่าจะลดบุคคลภายนอกได้บ้าง คาดว่าจะมีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ถ้าทำแล้ว ก็อยากจะให้ทำทุกประตูเลย ให้คนที่เข้ามาได้เป็นเฉพาะคนข้างใน เพราะถ้าทำแค่บางประตูคนนอกก็ยังเข้ามาได้อยู่

ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของจราจรในมหาวิทยาลัย เผยว่า มาตราการที่เกิดขึ้นไม่มีผลกระทบกับการจราจรภายในมหาวิทยาลัย มีการสัญจรที่ดีขึ้น โล่งขึ้น เพราะว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนจะมีรถยนต์ภายนอกเข้ามาใช้เส้นทางด้วยความเร็วบ้าง ทำให้ควบคุมได้ยาก จนอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยจำนวนรถที่ลดลง ทำให้การเดินข้ามถนนง่ายขึ้น การขับรถของนิสิตนักศึกษาก็จะปลอดภัยมากขึ้น อีกทั้งยังสะดวกกับจักรยานยนตร์ที่ขับขี่ภายในอีกด้วย และในส่วนของด้านนอกก็ไม่ถึงกับมีปัญหาอะไร เพราะคนที่รู้ก็จะออกทางช่องขวาเลย ส่วนคนที่ไม่ทราบทางประตูก็จะแจ้งให้ใช้ประตูที่สามารถใช้ได้ ซึ่งจากการสังเกตในช่วงเช้าที่ผ่านมา ก็ไม่ทำให้รถติดบริเวณประตูที่มีการคัดกรองแน่นอน

อย่างไรก็ตาม มาตราการดังกล่าวเพิ่งเริ่มมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการเพียงแค่ 2 วัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังถือว่ามีน้อยมาก เมื่อเทียบกับความปลอดภัย และการสัญจรที่สะดวกของบุคลากรในมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังมีประตูที่เปิดสัญจรให้คนภายนอกสามารถเข้ามาใช้บริการหรือใช้เป็นเส้นทางลัดในการเลี่ยงรถติดอยู่ แต่สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแก้ปัญหาที่จิตสำนึกคน ถ้าผู้ขับขี่มีจิตสำนึกว่า การใช้รถ ใช้ถนน ต้องมีความระมัดระวัง เคารพและปฏิบัติตามกฏจราจรอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทางด้วย..

 

admin