OK Magazine Thailand | พักผ่อนแบบย้อนอดีตสู่ เวียดนาม ยุคราชวงศ์ที่ เมืองเว้

OK Magazine Thailand | พักผ่อนแบบย้อนอดีตสู่ เวียดนาม ยุคราชวงศ์ที่ เมืองเว้
พักผ่อนแบบย้อนอดีตสู่ เวียดนาม ยุคราชวงศ์ที่ เมืองเว้
พักผ่อนแบบย้อนอดีตสู่ เวียดนาม ยุคราชวงศ์ที่ เมืองเว้

ถ้าพูดถึงเวียดนามอาจจะพาลให้นึกถึงประวัติศาสตร์สงครามและระบอบคอมมิวนิสต์ แต่ในอดีตประเทศแห่งนี้เคยรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรมและมีสถาบันกษัตริย์เป็นที่ยึดโยงจิตใจ แม้ในปัจจุบันความผูกพันนั้นจะดูเลือนลางลงไปมาก แต่ก็ยังมีให้เห็นและสัมผัสได้ที่เมืองหลวงเก่าอย่างเว้ (Hue) เมืองมรดกโลกแห่งเวียดนาม

การเดินทางครั้งนี้เราเดินทางไปกับสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส์สู่ดานัง จากนั้นก็เดินทางตามทางหลวงหมายเลข1 โดยลอดอุโมงค์ไห่เหวิน ท่ีได้ชื่อว่าเป็นอุโมงค์ท่ียาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ความยาว6.3 กิโลเมตร แล้วลัดเลาะเลียบภูเขาท่ีโอบแนวชายฝั่งทะเลที่สวยท่ีสุดแห่งหน่ึงของเวียดนาม ไปราว 2 ชั่วโมงก็ถึงเมืองเว้ แล้วเช็คอินเข้าพักที่โรงแรมAzerai La Residence เว้

โรงแรมAzerai La Residence คืออดีตคฤหาสห์ประจำตำแหน่งของผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศสประจำเวียดนามที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุค 1930 เคยใช้รับรองบุคคลสำคัญมากมายจากทั่วโลก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก็ทรงเคยประทับที่เพ้นต์เอ้าส์ หรือปัจจุบันคือห้อง Resident Suite เมื่อครั้งเสด็จประพาสเวียดนามในยุค 1950

ต่อมาได้สร้างอาคารบริเวณ 2 ปีกของอาคารเดิม โดยมีคุณเอเดรียน เซ็คก้า เจ้าพ่อธุรกิจโรงแรมผู้ก่อตั้งเครือAman เข้ามาดูแลให้อยู่ในเครือโรงแรม Azerai ปัจจุบันมีห้องพักจำนวน 122 ห้อง

โดยห้องพักในรูปแบบสวีทจะอยู่ที่อาคารเก่าทั้งหมด ส่วนที่ชั้นล่างของปีกด้านขวาเป็นแกลลอรี่รวบรวมภาพวาดของจักพรรดิของราชวงศ์เหงียนไว้ทุกรัชกาล ขณะที่ปีกด้านซ้ายเป็นห้องอาหารและห้องพักมองเห็นวิวแม่น้ำหอมและพระราชวังเว้ที่อยู่ตรงข้ามฝั่งแม่น้ำนับเป็นความโดดเด่นในเรื่องทำเลที่ตั้งของโรงแรมแห่งนี้

แม่น้ำหอม (Perfume River) คือเส้นเลือดใหญ่ของเมืองเว้ ใครที่มาเที่ยวจะต้องลองนั่งเรือมังกร (Dragon Boat) เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญตั้งอยู่ริมน้ำ หลายคนอาจจะสงสัยว่าชื่อแม่น้ำหอมได้มาอย่างไร คำตอบก็คือแม่น้ำแห่งนี้จะส่งกลิ่นหอมในช่วงฤดูใบไม้ร่วง บ้างก็ว่าที่นี่มีสาหร่ายชนิดพิเศษที่จะส่งกลิ่นเฉพาะตัวในช่วงปลายปี แต่ที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าน่าจะมาจากหมู่มวลดอกไม้ที่ร่วงลงสู่แม่น้ำทำให้ส่งกลิ่นหอมอบอวลกลายเป็นที่มาของสมญานามของแม่น้ำมากกว่าร้อยปี

หลังจากล่องเรือจากโรงแรมมาได้ไม่นานก็ไปถึงวัดเจดีย์เทียนมู่ (Thien Mu Pagoda)) หรือวัดเทพธิดา ตำนานเล่าว่ามีคนเห็นเทพธิดามานั่งอยู่ที่เนินเขาริมแม่น้ำหอม แล้วบอกว่าวันหนึ่งผู้มีบุญญาธิการจะมาสร้างวัดที่ตรงนี้ ทำให้เจ้าเมืองในขณะนั้น บรรจงสร้างเจดีย์ 8 เหลี่ยมสูง 7 ชั้นขึ้นที่ริมแม่น้ำ และกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองเว้มาจนถึงปัจจุบัน 

นอกจากความสวยงามของศิลปะผสมความเป็นจีนและเวียดนามแล้ว วัดเจดีย์เทียนมู่ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองของเวียดนามด้วย ย้อนกลับไปในช่วงต้นยุค1960 วัดแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของชาวพุทธที่ต่อต้านรัฐบาลของนายโง ดินห์ เดี่ยมซึ่งมีนโยบายกวาดล้างชาวพุทธอย่างหนัก และในวันที่ 11 มิถุนายน 1963 ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญเมื่อท่าน ติช กวาง ดิ๊ก เจ้าอาวาสวัดเทียนมู่ เดินทางไปที่กรุงไซง่อน แล้วเผาตัวเองเป็นการประท้วง อันเป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดการโค่นล้มประธานาธิบดี โง ดินห์ เดี่ยมในเวลาต่อมา

ปัจจุบันภายในวัดยังคงเก็บรักษารถออสตินสีฟ้าที่ท่านติช กวาง ดิ๊กใช้เดินทางไปไซ่ง่อนรวมไปถึงเถ้าถ่าน และหัวใจที่ไม่ไหม้ไฟอย่างน่าอัศจรรย์ของอดีตเจ้าอาวาสเอาไว้ด้วย ซึ่งท่านเจ้าอาวาสรูปนี้ยังเป็นพระอาจารย์ของท่านติช นัท ฮันห์ พระเถระนิกายเซนชผู้สนับสนุนสันติภาพ และเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ปฎิบัติธรรมทั่วโลก โดยท่านเคยอุปสมบทเป็นสามเณรอยู่ที่วัดตื่อฮิ้วซึ่งอยู่ในเมืองเว้เช่นกัน 

นั่งรถจากวัดเทียนมู่มาไม่ไกลก็จะถึงพระราชวังเว้ (The Imperial City of Hue) แม้ว่าทุกวันนี้จะไม่สมบูรณ์อย่างเก่าเพราะพิษภัยสงครามแต่ก็ยังพอให้นึกถึงความยิ่งใหญ่ได้บ้างจากขนาดพื้นที่มากกว่า 5 ตารางกิโลเมตรอยู่บ้าง ที่นี่เป็นอาณาจักรต้องห้ามของจักพรรดิ์ที่มีกำแพงถึง 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ป้อมปราการเมืองหลวงเว้ที่มีถึง 24 ป้อม ก่อนเข้าสู่กำแพงชั้นที่ 2 ที่มีประตู 4 โดยในอดีตประตูทางทิศใต้จะเป็นประตูสำหรับกษัติรย์เท่านั้น

เมื่อเช้าไปด้านในเป็นท้องพระโรงสำหรับว่าราชการที่สร้างจากไม้ทั้งหลัง ก่อนจะเข้าไปถึงส่วนสุดท้ายคือพระราชวังชั้นในอันเป็นที่ประทับของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เรียกกันว่าพระราชวังสีม่วง (The Forbidden Purple City) แต่ไม่ได้มีสีม่วงอย่างชื่อ เพราะความจริงแล้วชื่อนี้มีที่มาจากแสงแรกของพระอาทิตย์ที่มองเห็นเป็นสีม่วง

ภายในมีสิ่งปลูกสร้างมากกว่า 50 หลังบางส่วนถูกทำลายไปตั้งแต่ยุคสงครามแต่ก็ยังมีความงามให้เห็นผ่านทางเดินสีแดงซึ่งมีรูปภาพชีวิตในวังของราชวงศ์ในอดีตให้เห็นตลอดทางเดิน

ออกจากใจกลางเมืองมาราวๆ 8 กิโลเมตร เราก็ได้พบกับความยิ่งใหญ่อีกอย่างของยุคราชวงศ์นั่นคือ สุสานจักรพรรดิไคดิงห์(Tomb of Khai Dinh)  สุสานของกษัตริย์เพียงแห่งเดียวของเวียดนามที่ผสมศิลปะทั้งแบบตะวันตกและตะวันออกเข้าไปไว้ด้วยกัน โดยจักพรรดิไคดิงห์ได้แรงบันดาลใจจากการไปเยือนประเทศฝรั่งเศส จึงนำเอาเทคนิคแบบตะวันตกมาใช้ในการก่อสร้างและตกแต่ง เห็นได้จากโครงสร้างด้านหน้าที่เป็นคอนกรีตสีดำในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิค

เมื่อขึ้นไปอีกชั้นก็จะเป็นรูปปั้นหินรูปช้าง ม้า และข้าราชการทหารพลเรือน ส่วนด้านบนสุดเป็นพระราชวังเทียนดิงห์ตกแต่งด้วยกระจกสี กระเบื้องสี ภาพเฟรสโก้

โดยมีรูปปั้นสำริดของจักพรรดิไคดิงห์อยู่ตรงกลางโดยร่างของพระองค์ถูกฝังไว้ใต้รูปปั้นลึกลงไป 18 เมตร ด้วยความอลังการขนาดนี้ที่นี่จึงใช้เวลาต้องใช้เวลาสร้างยาวนานถึง 11 ปี กับงบประมาณจำนวนมหาศาล นำมาซึ่งเรื่องราวกอสสิบต่างๆ มากมาย ทำให้จักพรรดิไคดิงห์เลือกทำเลที่ตั้งสุสานห่างจากเมืองและใช้ชีวิตส่วนใหญ่ที่สุสานแห่งนี้ตั้งแต่ช่วงที่มีชีวิตอยู่

ป็นเมืองหลวงของเวียดนามตั้งแต่ยุคราชวงศ์มากว่า 400 ปี ทุกวันนี้จึงมีตระกูลของเชื้อพระวงศ์และขุนนางอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พวกเขาต่างปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เข้ากับระบบสังคมแบบใหม่ แต่ก็ยังคงสืบสานความเป็นมาของต้นตระกูลออกมาในรูปแบบต่างๆ อย่างเช่นร้านอาหาร Tha Om Garden House (ของทายาทรุ่นที่ 3 ในตระกูลอดีตขุนนางแห่งพระราชวังเว้

โดยเขาปรับเปลี่ยนบ้านเก่าของตระกูลให้เป็นร้านอาหารแบบ Chef Table เสิร์ฟอาหารเวียดนามสไตล์ชาววัง พร้อมกับนำทัวร์บ้านบอกเล่าเรื่องราวในอดีตได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากนั้นในทริปนี้ยังถือว่าพิเศษมาก เพราะ OK! ได้ไปที่ Princess Ngoc Son Garden House (เป็นบ้านของเจ้าหญิงแห่งราชวงศ์เหงียนที่แต่งงานกับขุนนางระดับสูงในยุคจักพรรดิไคดิงห์และจักพรรดิเบ๋าดั๋ย ที่นี่เป็นบ้านในเมืองเว้เพียงไม่กี่หลังที่ยังคงรูปแบบการสร้างแบบดั้งเดิมโดยคำนึงถึงหลักฮวงจุ้ย

ที่ด้านในยังมีสิ่งของจากยุคราชวงศ์มากมาย อาทิ พระราชโองการอายุร้อยกว่าปีที่ยังเก็บรักษาไว้ โต๊ะไม้ขนาดใหญ่ที่เคยอยู่ในพระราชวังเว้ที่เหลืออยู่น้อยชิ้นเพราะส่วนใหญ่ถูกระเบิดทำลายไปหมดแล้ว ฯลฯ

ปัจจุบันทายาทของตระกูลทำอาชีพเป็นอาจารย์ทางด้านดนตรีพื้นบ้านของเวียดนามจึงจัดการแสดงให้กับแขกที่มาเยือนให้รู้จักวัฒนธรรมเวียดนามอย่างลึกซึ้งอีกด้วย

ติดตาม OK! Magazine Thailand ได้ที่นี่
Website : www.okmagazine-thai.com
Instagram : @okmagazinethailand
Facebook : OK! Magazine Thailand
Twitter : @okthailand

admin