The Momentum | ‘ฉลาดซื้อ’ เปิดผลทดสอบเครื่องฟอกอากาศ เรียกร้องไทยออกมาตรฐานเครื่องฟอกอากาศ-หน้ากากกันฝุ่น

The Momentum | ‘ฉลาดซื้อ’ เปิดผลทดสอบเครื่องฟอกอากาศ เรียกร้องไทยออกมาตรฐานเครื่องฟอกอากาศ-หน้ากากกันฝุ่น

เนื่องจากคุณภาพอากาศที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิตของมนุษย์กำลังประสบปัญหา ฝุ่นและควันขนาดเล็ก และเกิดความรุนแรงตามฤดูกาลของปี ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วประชาชนจึงจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทำให้เครื่องฟอกอากาศกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญ แต่ปัจจุบันเครื่องฟอกอากาศไม่ได้มีมาตรฐานบังคับว่าควรจะเป็นอย่างไร ผู้บริโภคควรได้เครื่องฟอกอากาศที่มีมาตรฐานแบบใดในสภาพอากาศปิดเช่นนี้ 

ศูนย์ทดสอบฉลาดซื้อ นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค โดยเครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค ทำการสุ่มเครื่องฟอกอากาศในท้องตลาดมาเพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการบำบัดฝุ่นละออง ด้วยวิธีและเครื่องมือที่มีมาตรฐาน จำนวน 10 ยี่ห้อ ทำการทดสอบโดยปรับปรุงตามมาตรฐาน Standards of The Japan Electrical Manufacturers’ Association (JEM Standards), JEM1467-Air Cleaner for Household Use (Air cleaners of household and similar use) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องฟอกอากาศของประเทศญี่ปุ่น

 วิธีการทดสอบคือการคำนวณหาค่า CADR (Clean Air Delivery Rate)หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร/นาที หรือค่าที่บอกถึงความสามารถในการกำจัดฝุ่น ซึ่งถ้าหากทราบค่า CADR ของแต่ละผลิตภัณฑ์ เราก็สามารถที่จะคำนวณประสิทธิภาพของเครื่องฟอกอากาศเครื่องนั้นๆ ได้

มาตรฐานที่เครื่องฟอกอากาศควรมี คือทดสอบแล้วคำนวณได้ค่า CADR ที่บ่งบอกถึงความสามารถในการกำจัดฝุ่นได้ 99% ในระยะเวลา 90 นาที และมีขนาดห้องแนะนำที่เหมาะสม ตามมาตรฐาน Standards of The Japan Electrical Manufacturers’ Association (JEM Standards) 

ผลการทดสอบของนิตยสารฉลาดซื้อ พบว่ามีเครื่องฟอกอากาศที่สุ่มมาทดสอบ 10 ยี่ห้อ สามารถแบ่งประเภท โดยพิจารณาจากการเปรียบเทียบ พื้นที่ห้องที่เหมาะสม กับพื้นที่ห้องที่แนะนำตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้ 5 กลุ่มดังนี้

กลุ่มที่ 1 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 30 ตารางเมตร และเป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ Philips รุ่น AC1215/20 และ Xiaomi รุ่น Air Pulifier 2S

กลุ่มที่ 2 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 20 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร แต่ไม่เป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ Hatari รุ่น HT-AP12 และ Mitsuta รุ่น MAP450 

กลุ่มที่ 3 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด มากกว่า 20 ตารางเมตร แต่ไม่เกิน 30 ตารางเมตร และเป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ Hitachi รุ่น EP-A3000, Bwell รุ่น CF-8400, Sharp รุ่น FP-J30TA-B และ Fanslink Air D รุ่น Cube 

กลุ่มที่ 4 เครื่องฟอกอากาศที่สามารถใช้ในห้องที่มีขนาด 13.82 ตารางเมตร แต่ไม่เป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน ได้แก่ Blueair รุ่น Joy S

กลุ่มที่ 5 เครื่องฟอกอากาศเหมาะกับพื้นที่ขนาดเล็กมาก(2.32 ตารางเมตร) ซึ่งแปลผลการทดลองได้ว่า ไม่สามารถลดปริมาณฝุ่นได้ ได้แก่ Clair รุ่น C2BU-1933

สารี อ๋องสมหวัง เลขานุการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ชี้แจงว่า หลังจากนิตยสารฉลาดซื้อเผยแพร่ตารางการทดสอบเครื่องฟอกอากาศ ก็เกิดข้อโต้แย้งจากบริษัทผู้ผลิต ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่มูลนิธิพบเจอเป็นประจำ ทางนิตยสารฉลาดซื้อจึงออกมาแถลงถึงจุดประสงค์การทดสอบว่าไม่ได้มีผลประโยชน์ร่วมกับบริษัทใดเป็นพิเศษ และไม่ได้ต้องการโจมตีบริษัทใด การทดสอบจัดทำขึ้นเพื่อเป็นตัวเลือกให้ประชาชนเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพ เป็นไปตามโฆษณาหรือคู่มือการใช้งาน และสามารถลดฝุ่นได้จริง ซึ่งเป็นสิทธิเบื้องต้นที่ผู้บริโภคควรได้รับ 

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค เสนอให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เร่งจัดทำมาตรฐานเครื่องฟอกอากาศในครัวเรือน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อ เลือกใช้สินค้า ที่มีมาตรฐานอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันอันตรายจากการฝุ่นและควัน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ทารก เด็กเล็ก คนชรา หรือผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ฯลฯ

ดร.นพ.วิรุฬ ลิ้มสวาท สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข และเครืออากาศสะอาดชี้แจงว่า สังคมไทยขาดการได้รับข้อเท็จจริง ประชาชนควรจะมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล เพราะประชาชนในหลายส่วนขาดความรู้ถึงความหมายของฝุ่น PM 2.5 ผลกระทบ หรือวิธีป้องกันอย่างแท้จริง จึงจะต้องย้ำข้อเท็จจริงเหล่านี้ ให้ประชาชนมีความรู้จากข้อมูลที่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิง รวมไปถึงการกำหนดมาตรฐานของสินค้าอย่างเครื่องฟอกอากาศ และที่มากกว่านั้นคือมาตรฐานของหน้ากากกันฝุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนใช้อยู่ทุกวัน 

ดร.นพ.วิรุฬ แนะนำวิธีการทำห้องปลอดฝุ่นเบื้องต้นตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข คือถ้าไม่มีเครื่องฟอกอากาศควรปิดประตูหน้าต่าง ทำความสะอาดห้อง และสำหรับกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงมีครรภ์ หรือผู้ป่วย ก็ควรมีเครื่องมือช่วยเหลือ 

 “ในตลอด 24 ชั่วโมงของแต่ละวัน เราใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในอาคาร จึงได้รับฝุ่น PM 2.5 จากอากาศในอาคารมากกว่าอากาศภายนอก ดังนั้นแนวทางป้องกันสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 ที่สำคัญที่สุด คือการจัดเตรียมพื้นที่ปลอดภัยในอาคารบ้านเรือนที่เป็น ‘ห้องปลอดฝุ่น’ เครื่องฟอกอากาศจึงเป็นสิ่งจำเป็น สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากงานชิ้นนี้ของนิตยสารฉลาดซื้อ นอกจากได้รู้ว่าเครื่องฟอกอากาศที่ถูกทดสอบแต่ละรุ่นเป็นอย่างไรแล้ว เราควรได้เรียนรู้วิธีการที่ใช้ทดสอบเพื่อไปประยุกต์กับการทดสอบอุปกรณ์ฟอกอากาศที่เราใช้กันเองอยู่ในบ้าน ทั้งที่ซื้อมาและที่ทำขึ้นเอง และที่สำคัญงานชิ้นนี้เป็นการย้ำให้เราตระหนักว่าสิทธิของประชาชนที่ควรได้รับการคุ้มครอง คือเป็นสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลความรู้ (right to know) ที่ป็นข้อเท็จจริง มีการอ้างอิงหลักการและหลักฐานทางวิชาการ เพราะเราทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจเพื่อปกป้องดูแลชีวิตและสุขภาพของตัวเองอย่างเท่าเทียม” ดร.นพ.วิรุฬกล่าว

 

ภาพปก: Jorge Silva/ REUTERS

admin